คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10821/2555 ฉบับเต็ม

#528612
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10821/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง โจทก์ นายอุดม ชำนิพันธ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 84, มาตรา 265, มาตรา 268 วรรคแรก ป.อ. มาตรา 84 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หมายความว่า เมื่อมีผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดและผู้ถูกใช้ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดนั้นตาม ป.อ. มาตรา 83 ดังนั้น หากจำเลยเป็นผู้ที่ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ และเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียว เมื่อจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิ จึงต้องลงโทษจำเลยเสมือนเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดคือ ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียวเช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2160/2547 และ 2161/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง, 84, 268 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ใช้ผู้อื่นปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวด้วยตนเอง ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2160/2547 และ 2161/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 84, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ฐานใช้ผู้อื่นให้ปลอมเอกสารสิทธิกระทงหนึ่ง และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่งกับให้ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ (ที่ถูก โทษและนอกจากที่แก้) ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายคูณ ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 5 ตำบลชำนิ อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินมือเปล่าของตน เนื้อที่ประมาณ 2 ถึง 3 ไร่ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยตกลงซื้อที่ดินของผู้เสียหายโดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไว้ มีนายด่วน นายแสวง และนายเปล้า ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาซื้อขาย ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2546 จำเลยส่งสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายไปให้ผู้เสียหายที่บ้านทางไปรษณีย์พร้อมหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายออกไปจากบ้านและที่ดินที่ซื้อขาย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขเฉพาะการปรับบทกฎหมายโดยมิได้แก้โทษที่จะลงแก่จำเลย ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังลงโทษจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวคงรับฎีกาของจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้ให้นายแสวงปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิและจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธินั้น จะลงโทษจำเลยได้เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ มีความหมายว่า เมื่อมีผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด และผู้ถูกใช้ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังนั้น หากจำเลยเป็นผู้ที่ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ และเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียว เมื่อจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธินั้น จึงต้องลงโทษจำเลยเสมือนเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดคือ ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียวเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 84, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธินั้นเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (วัส ติงสมิตร-ธีระพงศ์ จิระภาค-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน) ศาลจังหวัดนางรอง - นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5359/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2162/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ774/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
528612
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนางรอง",
        "judge": "นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985334"
    }
}
date
2555
deka_no
10821/2555
deka_running_no
10821
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "วัส ติงสมิตร",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 265",
            "ม. 268 วรรคแรก"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอุดม ชำนิพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2160/2547 และ 2161/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง, 84, 268 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ใช้ผู้อื่นปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวด้วยตนเอง ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2160/2547 และ 2161/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 84, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ฐานใช้ผู้อื่นให้ปลอมเอกสารสิทธิกระทงหนึ่ง และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่งกับให้ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ (ที่ถูก โทษและนอกจากที่แก้) ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายคูณ ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 5 ตำบลชำนิ อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินมือเปล่าของตน เนื้อที่ประมาณ 2 ถึง 3 ไร่ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยตกลงซื้อที่ดินของผู้เสียหายโดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไว้ มีนายด่วน นายแสวง และนายเปล้า ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาซื้อขาย ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2546 จำเลยส่งสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายไปให้ผู้เสียหายที่บ้านทางไปรษณีย์พร้อมหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายออกไปจากบ้านและที่ดินที่ซื้อขาย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้ไขเฉพาะการปรับบทกฎหมายโดยมิได้แก้โทษที่จะลงแก่จำเลย ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังลงโทษจำเลยเนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวคงรับฎีกาของจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคดีมีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้ให้นายแสวงปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิและจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธินั้น จะลงโทษจำเลยได้เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ มีความหมายว่า เมื่อมีผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด และผู้ถูกใช้ได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังนั้น หากจำเลยเป็นผู้ที่ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ และเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียว เมื่อจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธินั้น จึงต้องลงโทษจำเลยเสมือนเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดคือ ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียวเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 84, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมโดยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสิทธินั้นเอง จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2162/2547
primary_red_case_no
อ774/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000405.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5359/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555