คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22777 -ที่ 22778/2555 ฉบับเต็ม

#532849
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22777 - 22778/2555 นายพงษ์ศิริ หาทอง โจทก์ ธนาคากรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 354 คำเสนอต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะถือเป็นข้อผูกพันในสัญญา จำเลยโฆษณามีใจความว่า ให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประมูลหลักทรัพย์ของจำเลยในงานมหกรรมขายทอดตลาด วงเงินกู้สูงสุด 90 % ของราคาประเมินหลักทรัพย์ประกัน อัตราดอกเบี้ยมี 3 ทางเลือก 1) คงที่ 1 ปี 3.5 % ต่อปี 2) คงที่ 2 ปี 4.25 % ต่อปี 3) คงที่ 3 ปี 4.75 % ต่อปี ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ในการจัดงานดังกล่าวได้ ข้อความที่แสดงไม่ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนพอที่จะถือว่าเป็นคำเสนอได้ คงเป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้ชนะการประมูลทำคำเสนอขอสินเชื่อเงินกู้จากจำเลยภายในวงเงินและอัตราดอกเบี้ยประเภทใดประเภทหนึ่งที่ระบุเอาไว้เท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอนุมัติเงินกู้ 3,200,000 บาท ตามคำขอกู้ยืมเงินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,680,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะอนุมัติเงินกู้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมบังคับคดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ระบุพยานเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของอุทธรณ์ทั้งสองฉบับให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2547 กรมบังคับคดีร่วมกับจำเลยจัดงานมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยโฆษณาข้อความการให้สินเชื่อแก่ผู้เข้าประมูลหลักทรัพย์ในงานดังกล่าวตามหนังสือมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2547 โจทก์ชนะการประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 63126 และ 131654 แขวงทุ่งสองห้อง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ราคา 3,275,000 บาท และทำสัญญาซื้อขายกับกรมบังคับคดีโดยวางเงินมัดจำจำนวน 160,000 บาท วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ยื่นคำขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อธนาคารจำเลย สาขาย่อยสรงประภา ขอกู้เงินจำนวน 3,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่กรมบังคับคดีตามคำขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยกำลังพิจารณาคำขอสินเชื่อของโจทก์ ขอให้โจทก์จัดส่งเอกสารเพิ่มเติมและแจ้งรายการค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทราบ แล้วมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาขอสินเชื่อไปยังโจทก์ว่า จำเลยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในการขอกู้ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อของธนาคาร และเอกสารประกอบการให้สินเชื่อยังไม่เป็นที่ชัดเจนแน่นอน จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ผ่านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อตามหนังสือลงวันที่ 4 มีนาคม 2547 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยไม่อนุมัติสินเชื่อให้แก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญของสัญญานั้นจะต้องเป็นนิติกรรมสองฝ่ายเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาทำคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน โดยเมื่อมีผู้แสดงเจตนาเรียกว่าคำเสนอจะทำสัญญา หากผู้รับคำเสนอนั้นแสดงเจตนาตกลงสนองรับคำเสนอ สัญญาจึงจะเกิดขึ้น คำเสนอจึงต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะถือเป็นข้อผูกพันในสัญญาได้ สำหรับคดีนี้แม้ได้ความว่า จำเลยโฆษณาข้อความในหนังสือมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานครมีใจความให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประมูลหลักทรัพย์ของจำเลยในงานมหกรรมขายทอดตลาด วงเงินกู้สูงสุด 90 % ของราคาประเมินหลักทรัพย์ประกันหรือราคาซื้อขายจริง แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยมี 3 ทางเลือก 1) คงที่ 1 ปี 3.5 % ต่อปี 2) คงที่ 2 ปี 4.25 % ต่อปี 3) คงที่ 3 ปี 4.75 % ต่อปี (หลังจากนั้น เอ็มแอลอาร์ - 0.75 % ตลอดอายุสัญญา) และที่ปกหนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อ (เฉพาะผู้ที่ประมูลได้ในงานนี้เท่านั้น) แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ในการจัดงานดังกล่าวได้ ทั้งข้อความที่แสดงไม่ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนพอที่จะถือว่าเป็นคำเสนอได้ คงเป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้ซึ่งชนะการประมูลทำคำเสนอขอสินเชื่อเงินกู้จากจำเลยภายในวงเงินและอัตราดอกเบี้ยประเภทใดประเภทหนึ่งที่ระบุเอาไว้เท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจึงเป็นการแสดงเจตนาทำคำเสนอต่อจำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาตกลงสนองรับตามคำเสนอ สัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น และไม่มีนิติสัมพันธ์ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พฤษภา พนมยันตร์-สบโชค สุขารมณ์-อธิป จิตต์สำเริง) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอนันต์ ปัทมาคม ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย จันทร์สว่าง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา 1032/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ4014/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5968/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532849
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายอนันต์ ปัทมาคม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศิริชัย จันทร์สว่าง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982685"
    }
}
date
2555
deka_no
22778/2555
deka_running_no
22778
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "พฤษภา พนมยันตร์",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "อธิป จิตต์สำเริง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 354"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพงษ์ศิริ หาทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคากรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอนุมัติเงินกู้ 3,200,000 บาท ตามคำขอกู้ยืมเงินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,680,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะอนุมัติเงินกู้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกรมบังคับคดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของอุทธรณ์ทั้งสองฉบับให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2547 กรมบังคับคดีร่วมกับจำเลยจัดงานมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยโฆษณาข้อความการให้สินเชื่อแก่ผู้เข้าประมูลหลักทรัพย์ในงานดังกล่าวตามหนังสือมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2547 โจทก์ชนะการประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 63126 และ 131654 แขวงทุ่งสองห้อง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ราคา 3,275,000 บาท และทำสัญญาซื้อขายกับกรมบังคับคดีโดยวางเงินมัดจำจำนวน 160,000 บาท วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ยื่นคำขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อธนาคารจำเลย สาขาย่อยสรงประภา ขอกู้เงินจำนวน 3,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่กรมบังคับคดีตามคำขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ต่อมาจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยกำลังพิจารณาคำขอสินเชื่อของโจทก์ ขอให้โจทก์จัดส่งเอกสารเพิ่มเติมและแจ้งรายการค่าธรรมเนียมให้โจทก์ทราบ แล้วมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาขอสินเชื่อไปยังโจทก์ว่า จำเลยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในการขอกู้ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อของธนาคาร และเอกสารประกอบการให้สินเชื่อยังไม่เป็นที่ชัดเจนแน่นอน จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ผ่านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อตามหนังสือลงวันที่ 4 มีนาคม 2547

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยไม่อนุมัติสินเชื่อให้แก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญของสัญญานั้นจะต้องเป็นนิติกรรมสองฝ่ายเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาทำคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน โดยเมื่อมีผู้แสดงเจตนาเรียกว่าคำเสนอจะทำสัญญา หากผู้รับคำเสนอนั้นแสดงเจตนาตกลงสนองรับคำเสนอ สัญญาจึงจะเกิดขึ้น คำเสนอจึงต้องมีข้อความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะถือเป็นข้อผูกพันในสัญญาได้ สำหรับคดีนี้แม้ได้ความว่า จำเลยโฆษณาข้อความในหนังสือมหกรรมขายทอดตลาดบ้านและที่ดินกรุงเทพมหานครมีใจความให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประมูลหลักทรัพย์ของจำเลยในงานมหกรรมขายทอดตลาด วงเงินกู้สูงสุด 90 % ของราคาประเมินหลักทรัพย์ประกันหรือราคาซื้อขายจริง แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยมี 3 ทางเลือก 1) คงที่ 1 ปี 3.5 % ต่อปี 2) คงที่ 2 ปี 4.25 % ต่อปี 3) คงที่ 3 ปี 4.75 % ต่อปี (หลังจากนั้น เอ็มแอลอาร์ - 0.75 % ตลอดอายุสัญญา) และที่ปกหนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อ (เฉพาะผู้ที่ประมูลได้ในงานนี้เท่านั้น) แต่ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ในการจัดงานดังกล่าวได้ ทั้งข้อความที่แสดงไม่ระบุรายละเอียดให้ชัดเจนพอที่จะถือว่าเป็นคำเสนอได้ คงเป็นเพียงคำเชื้อเชิญให้ผู้ซึ่งชนะการประมูลทำคำเสนอขอสินเชื่อเงินกู้จากจำเลยภายในวงเงินและอัตราดอกเบี้ยประเภทใดประเภทหนึ่งที่ระบุเอาไว้เท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจึงเป็นการแสดงเจตนาทำคำเสนอต่อจำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาตกลงสนองรับตามคำเสนอ สัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่เกิดขึ้น และไม่มีนิติสัมพันธ์ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ4014/2547
primary_red_case_no
พ5968/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000382.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
1032/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22777 -
year
2555