คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20348/2555 ฉบับเต็ม

#532851
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20348/2555 บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด โจทก์ นายจรัส บุตรการ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 368 ในการตีความสัญญานั้นต้องคำนึงความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริต และต้องคำนึงประเพณีปฏิบัติในระหว่างคู่สัญญาเอง หรือประเพณีในทางการค้าด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,066.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 54,352 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 47,977 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตีความสัญญานั้นต้องคำนึงถึงความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริต และต้องคำนึงประเพณีปฏิบัติในระหว่างคู่สัญญาเองหรือประเพณีในทางการค้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ซึ่งตามสัญญาข้อตกลง ข้อ 15 ระบุไว้ว่า ถ้าในการกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ด้วยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวแทน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมไม่ว่ามากน้อยเพียงใด ตัวแทนตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของตนทั้งสิ้นในทันที มิฉะนั้นตัวแทนตกลงยินยอมชำระดอกเบี้ยในจำนวนค่าเสียหายที่ต้องชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะได้ชำระให้เป็นที่ถูกต้องเรียบร้อย ตามข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้โดยชัดแจ้งว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ตัวแทนกระทำความเสียหายแก่โจทก์ และได้กำหนดค่าเสียหายไว้ในรูปของดอกเบี้ย อันถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนี้การที่โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากจำเลยได้นั้น จำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้ก่อความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่าเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ด้วยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่วนตามสัญญาข้อ 10 นั้น เป็นเรื่องที่ตัวแทนต้องคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากโจทก์ ในกรณีที่โจทก์ต้องคืนเบี้ยประกันให้ผู้ขอประกันชีวิต ผู้เอาประกันชีวิตไม่ว่าโดยเหตุที่ผู้ขอประกันชีวิตบอกเลิกการขอประกันชีวิต หรือโดยเหตุสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ หรือโดยเหตุที่บุคคลดังกล่าวมีสุขภาพไม่สมบูรณ์มาก่อนและขณะขอประกันชีวิต ซึ่งกรณีที่ผู้ขอประกันชีวิตบอกเลิกการขอประกันชีวิตตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 10 นี้ อาจไม่เกี่ยวกับการกระทำใด ๆ ของตัวแทนหรือจำเลยที่ 1 ก็ได้ กรณีจึงเป็นคนละเรื่องกับสัญญาข้อ 15 ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าเหตุที่ต้องคืนดอกเบี้ยเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังที่ระบุไว้ตามสัญญาข้อ 15 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกปลดออกจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 แต่มีการทำหนังสือตั้งหนี้ หลังจากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวแทนโจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทราบว่ามีหนี้ต้องชำระเงินดังกล่าว อันจะก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ถือว่าผิดนัด จึงต้องถือเอาวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวขอให้ชำระหนี้และพ้นจากระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในหนังสือดังกล่าวเป็นวันผิดนัด คือวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมยศ เข็มทอง-ไชยยงค์ คงจันทร์-เมทินี ชโลธร) ศาลจังหวัดมุกดาหาร - นายนราเทพ สอนเผือก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1181/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1850/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ121/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532851
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมุกดาหาร",
        "judge": "นายนราเทพ สอนเผือก"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983024"
    }
}
date
2555
deka_no
20348/2555
deka_running_no
20348
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "เมทินี ชโลธร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 368"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจรัส บุตรการ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,066.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 54,352 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 47,977 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตีความสัญญานั้นต้องคำนึงถึงความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริต และต้องคำนึงประเพณีปฏิบัติในระหว่างคู่สัญญาเองหรือประเพณีในทางการค้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ซึ่งตามสัญญาข้อตกลง ข้อ 15 ระบุไว้ว่า ถ้าในการกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ด้วยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวแทน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมไม่ว่ามากน้อยเพียงใด ตัวแทนตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของตนทั้งสิ้นในทันที มิฉะนั้นตัวแทนตกลงยินยอมชำระดอกเบี้ยในจำนวนค่าเสียหายที่ต้องชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะได้ชำระให้เป็นที่ถูกต้องเรียบร้อย ตามข้อสัญญาดังกล่าวเห็นได้โดยชัดแจ้งว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ตัวแทนกระทำความเสียหายแก่โจทก์ และได้กำหนดค่าเสียหายไว้ในรูปของดอกเบี้ย อันถือว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนี้การที่โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากจำเลยได้นั้น จำเลยที่ 1 จะต้องเป็นผู้ก่อความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่าเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ ด้วยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่วนตามสัญญาข้อ 10 นั้น เป็นเรื่องที่ตัวแทนต้องคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากโจทก์ ในกรณีที่โจทก์ต้องคืนเบี้ยประกันให้ผู้ขอประกันชีวิต ผู้เอาประกันชีวิตไม่ว่าโดยเหตุที่ผู้ขอประกันชีวิตบอกเลิกการขอประกันชีวิต หรือโดยเหตุสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ หรือโดยเหตุที่บุคคลดังกล่าวมีสุขภาพไม่สมบูรณ์มาก่อนและขณะขอประกันชีวิต ซึ่งกรณีที่ผู้ขอประกันชีวิตบอกเลิกการขอประกันชีวิตตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 10 นี้ อาจไม่เกี่ยวกับการกระทำใด ๆ ของตัวแทนหรือจำเลยที่ 1 ก็ได้ กรณีจึงเป็นคนละเรื่องกับสัญญาข้อ 15 ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความว่าเหตุที่ต้องคืนดอกเบี้ยเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังที่ระบุไว้ตามสัญญาข้อ 15 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกปลดออกจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 แต่มีการทำหนังสือตั้งหนี้ หลังจากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวแทนโจทก์แล้ว จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทราบว่ามีหนี้ต้องชำระเงินดังกล่าว อันจะก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ที่ถือว่าผิดนัด จึงต้องถือเอาวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวขอให้ชำระหนี้และพ้นจากระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในหนังสือดังกล่าวเป็นวันผิดนัด คือวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1850/2551
primary_red_case_no
พ121/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000385.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1181/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555