คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18893/2555 ฉบับเต็ม

#532853
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18893/2555 นางแจ๋ว สร้อยทับทิม ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสง่า สร้อยทับทิม โจทก์ นายประจักษ์ ผาดศรี ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนายสง่า สร้อยทับทิม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1726, มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1733 วรรคสาม, มาตรา 1736 วรรคสอง ป.พ.พ. มาตรา 1726 บัญญัติว่า "ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก...ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาล การฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกประการหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์แต่ผู้เดียวไม่มีอำนาจยื่นฟ้องเพียงลำพัง แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นปฏิปักษ์และเสียหายต่อกองมรดกก็ตาม เพราะโจทก์สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแสดงเหตุขัดข้องเพื่อขออนุญาตฟ้องหรือขอให้ศาลถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ได้ นอกจากนี้โจทก์อาจใช้สิทธิความเป็นทายาทฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการจัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ก็ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือพิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การขายที่ดินโฉนดเลขที่ 103688 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตกเป็นโมฆะ และสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวข้างต้น กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กลับคืนสู่กองมรดกของนายสง่า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากสภาพไม่เปิดช่องหรือไม่สามารถบังคับตามคำขอข้างต้นได้ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,585,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทตามความประสงค์ของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย และหากโจทก์เห็นว่าตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิก็ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 แบ่งมรดกให้แก่โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 4, ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่กองมรดกของนายสง่า 1,585,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า นายสง่า ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 ครั้นวันที่ 31 มกราคม 2539 นายสงัด บุตรของผู้ตายยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 และสำเนาภาพถ่ายคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 651/2539 ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 1 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ได้มีการเจรจากันศาลได้บันทึกไว้ โจทก์เคยไปแจ้งอายัดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายไว้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 และเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ระหว่างพิจารณาเรื่องการถอนผู้จัดการมรดกทราบว่า นายสงัดถึงแก่ความตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ทั้งจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 และมีการขายต่อให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 หมายเลขแดงที่ 651/2539 ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า "ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก...ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาล การฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกประการหนึ่งตามมาตรา 1736 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์แต่ผู้เดียวไม่มีอำนาจยื่นฟ้องเพียงลำพัง แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นปฏิปักษ์และเสียหายต่อกองมรดกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก็ตาม เพราะโจทก์สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแสดงเหตุขัดข้องเพื่อขออนุญาตฟ้องหรือขอให้ศาลถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่งได้ นอกจากนี้ โจทก์อาจใช้สิทธิความเป็นทายาทฟ้องในฐานะส่วนตัวเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติเห็นได้ชัดเจนถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167 พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 36,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (กีรติ กาญจนรินทร์-สมชาย พันธุมะโอภาส-ธราธร ศิลปโอสถ) ศาลจังหวัดชลบุรี - นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายชัยชนา ตัญจพัฒนสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1434/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ722/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1360/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532853
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายชัยชนา ตัญจพัฒนสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983267"
    }
}
date
2555
deka_no
18893/2555
deka_running_no
18893
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "กีรติ กาญจนรินทร์",
    "สมชาย พันธุมะโอภาส",
    "ธราธร ศิลปโอสถ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1726",
            "ม. 1727 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 1733 วรรคสาม",
            "ม. 1736 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางแจ๋ว สร้อยทับทิม"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสง่า สร้อยทับทิม"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายประจักษ์ ผาดศรี ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ของนายสง่า สร้อยทับทิม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือพิพากษาว่านิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การขายที่ดินโฉนดเลขที่ 103688 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตกเป็นโมฆะ และสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าวข้างต้น กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กลับคืนสู่กองมรดกของนายสง่า หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากสภาพไม่เปิดช่องหรือไม่สามารถบังคับตามคำขอข้างต้นได้ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ราคาที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,585,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทตามความประสงค์ของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย และหากโจทก์เห็นว่าตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิก็ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 แบ่งมรดกให้แก่โจทก์เท่านั้น

จำเลยที่ 2, ที่ 3, ที่ 4, ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่กองมรดกของนายสง่า 1,585,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า นายสง่า ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 ครั้นวันที่ 31 มกราคม 2539 นายสงัด บุตรของผู้ตายยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 และสำเนาภาพถ่ายคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 651/2539 ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 1 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ได้มีการเจรจากันศาลได้บันทึกไว้ โจทก์เคยไปแจ้งอายัดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายไว้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 และเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ระหว่างพิจารณาเรื่องการถอนผู้จัดการมรดกทราบว่า นายสงัดถึงแก่ความตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ทั้งจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 และมีการขายต่อให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 374/2539 หมายเลขแดงที่ 651/2539 ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า "ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก...ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด" ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาล การฟ้องคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกประการหนึ่งตามมาตรา 1736 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์แต่ผู้เดียวไม่มีอำนาจยื่นฟ้องเพียงลำพัง แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นปฏิปักษ์และเสียหายต่อกองมรดกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก็ตาม เพราะโจทก์สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแสดงเหตุขัดข้องเพื่อขออนุญาตฟ้องหรือขอให้ศาลถอดถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่งได้ นอกจากนี้ โจทก์อาจใช้สิทธิความเป็นทายาทฟ้องในฐานะส่วนตัวเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง ก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติเห็นได้ชัดเจนถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167

พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 36,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
พ722/2546
primary_red_case_no
พ1360/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000387.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1434/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555