คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17093/2555 ฉบับเต็ม

#532859
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17093/2555 นางสาวอุมาพร แผนสมบูรณ์ หรือนางอุมาพร ทองมี โจทก์ บริษัทลลิล แลนด์แอนเฮ้าส์ จำกัด หรือบริษัทลลิล แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.พ.พ. มาตรา 472 โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในฐานะจำเลยเป็นผู้ขาย อันเป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาซื้อขาย เมื่อโจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ทำไว้กับจำเลยให้แก่ ข. ต่อมา ข. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาแล้ว ข. จึงเป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย แม้โจทก์จะได้รับการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ข. ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะให้ ไม่มีบทบัญญัติว่าผู้รับต้องรับสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ของผู้ให้ไปด้วย ซึ่งต่างจากกรณีทายาทรับมรดกที่จะเป็นผู้สืบสิทธิได้ สิทธิที่จะฟ้องบังคับให้รับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องตามสัญญาซื้อขายเป็นบุคคลสิทธิบังคับได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,729,054.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 57361 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยพร้อมสาธารณูปโภค โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ในโครงการบ้านรินทร์ทองของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาโจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่นางขันทอง มารดาของโจทก์ นางขันทองจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจากจำเลย และนางขันทองจดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ โจทก์เข้าอยู่อาศัยในทาวน์เฮาส์เมื่อปี 2540 ขณะนั้นทาวน์เฮาส์อยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แต่ปลายปี 2542 ทาวน์เฮาส์เริ่มชำรุด รั้วด้านหน้าและด้านหลังทรุดแยกจากตัวบ้าน ลานหน้าบ้านและหลังบ้านแตกแยกจากตัวบ้าน โจทก์แจ้งจำเลย จำเลยซ่อมโดยตอกเสาเข็มยาว 3.5 เมตร จำนวน 9 ต้น และเทพื้นด้านหน้าและด้านหลังพร้อมสร้างกำแพงใหม่ ซึ่งอยู่อาศัยได้ระยะหนึ่ง ปัจจุบันมีการทรุดตัวอีก มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในฐานะจำเลยเป็นผู้ขายอันเป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาซื้อขาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ทำไว้กับจำเลยให้แก่นางขันทอง ต่อมานางขันทองทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาแล้ว นางขันทองจึงเป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย แม้โจทก์จะได้รับการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางขันทองก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะให้ ไม่มีบทบัญญัติว่าผู้รับต้องรับสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ให้ไปด้วย ซึ่งต่างจากกรณีทายาทรับมรดกที่จะเป็นผู้สืบสิทธิได้ สิทธิที่จะฟ้องบังคับให้รับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องตามสัญญาซื้อขายเป็นบุคคลสิทธิบังคับได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลแพ่ง - นายชัช โชชัย ศาลอุทธรณ์ - นายจรัญ รัตตมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2025/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ8384/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ5516/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532859
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายชัช โชชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจรัญ รัตตมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983622"
    }
}
date
2555
deka_no
17093/2555
deka_running_no
17093
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 472"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวอุมาพร แผนสมบูรณ์ หรือนางอุมาพร ทองมี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทลลิล แลนด์แอนเฮ้าส์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือบริษัทลลิล แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,729,054.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 57361 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยพร้อมสาธารณูปโภค โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ในโครงการบ้านรินทร์ทองของจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาโจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่นางขันทอง มารดาของโจทก์ นางขันทองจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจากจำเลย และนางขันทองจดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ โจทก์เข้าอยู่อาศัยในทาวน์เฮาส์เมื่อปี 2540 ขณะนั้นทาวน์เฮาส์อยู่ในสภาพดีไม่ชำรุด แต่ปลายปี 2542 ทาวน์เฮาส์เริ่มชำรุด รั้วด้านหน้าและด้านหลังทรุดแยกจากตัวบ้าน ลานหน้าบ้านและหลังบ้านแตกแยกจากตัวบ้าน โจทก์แจ้งจำเลย จำเลยซ่อมโดยตอกเสาเข็มยาว 3.5 เมตร จำนวน 9 ต้น และเทพื้นด้านหน้าและด้านหลังพร้อมสร้างกำแพงใหม่ ซึ่งอยู่อาศัยได้ระยะหนึ่ง ปัจจุบันมีการทรุดตัวอีก

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องในฐานะจำเลยเป็นผู้ขายอันเป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาซื้อขาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์โอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ทำไว้กับจำเลยให้แก่นางขันทอง ต่อมานางขันทองทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาแล้ว นางขันทองจึงเป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลย แม้โจทก์จะได้รับการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนางขันทองก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะให้ ไม่มีบทบัญญัติว่าผู้รับต้องรับสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ให้ไปด้วย ซึ่งต่างจากกรณีทายาทรับมรดกที่จะเป็นผู้สืบสิทธิได้ สิทธิที่จะฟ้องบังคับให้รับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องตามสัญญาซื้อขายเป็นบุคคลสิทธิบังคับได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ8384/2543
primary_red_case_no
พ5516/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000390.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2025/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555