คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18955/2555 ฉบับเต็ม

#532861
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18955/2555 นายเสี่ยน วรินทรา กับพวก โจทก์ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 672 ข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด พ.ศ.2542 ข้อ 86 (1) กำหนดว่า กรณีเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นระเบียบอื่น เมื่อคณะกรรมการดำเนินการกำหนดใช้แล้ว ให้ส่งสำเนาให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบ เมื่อพิจารณาระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส.1) แล้วจะเห็นได้ว่าระเบียบดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ชัดเจนว่าเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกในกรณีที่ถึงแก่กรรมหรือมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงรวมทั้งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่สมาชิก ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่เป็นเรื่องรับฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาเงินไว้แล้วจะคืนให้ จึงไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อ 86 (1) ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ แต่เป็นระเบียบอื่นๆ ที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งก่อนมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 ฯ จำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ในที่สุดที่ประชุมใหญ่มีมติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์แก่สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี จำนวน 50,000 บาท แต่ให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิตเพียงครั้งเดียว 100,000 บาท และมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ดังนั้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 ฯ จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยชอบ มีผลผูกพันสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี ภายหลังจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ให้งดจ่ายเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้ ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การธนกิจ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2512 ในปี 2539 จำเลยที่ 1 จัดให้มีโครงการเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ตามระเบียบ ซึ่งระเบียบดังกล่าว ข้อ 16 และ 18 กำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้แก่ทายาทของสมาชิกที่ถึงแก่กรรม หากเป็นสมาชิกสวัสดิการมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท และเมื่อสมาชิกดังกล่าวถึงแก่กรรมจะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้แก่ทายาทของสมาชิก เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 โจทก์ทั้งสองสมัครเข้าเป็นสมาชิกโครงการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี และให้จ่ายเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว 100,000 บาท แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกครบ 10 ปี และอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์คนละ 50,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวให้โดยอ้างมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุ 60 ปี แต่จะจ่ายเงินสงเคราะห์ 100,000 บาท ครั้งเดียวให้แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด ว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ถือว่าเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2547 ข้อ 86 (1) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด พ.ศ.2542 ข้อ 86 (1) กำหนดว่ากรณีเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นระเบียบอื่นเมื่อคณะกรรมการดำเนินการกำหนดใช้แล้วให้ส่งสำเนาให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบ เมื่อพิจารณาระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ. 2539 (ส.ค.ส. 1) แล้วจะเห็นได้ว่าระเบียบดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ชัดเจนว่าเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกในกรณีที่ถึงแก่กรรมหรือมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงรวมทั้งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่สมาชิก ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่เป็นเรื่องรับฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาเงินนั้นไว้แล้วจะคืนให้ จึงไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อ 86 (1) ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ แต่เป็นระเบียบอื่น ๆ ที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ของจำเลยที่ 1 ว่าก่อนมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ในที่สุดที่ประชุมใหญ่มีมติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์แก่สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี จำนวน 50,000 บาท แต่ให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิตเพียงครั้งเดียว 100,000 บาท และมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยชอบ มีผลผูกพันสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี ภายหลังจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ให้งดจ่ายเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-พิศล พิรุณ-อิสสระ นิ่มละมัย) ศาลจังหวัดเลย - นายอภิเชษฐ์ ศรีโยม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2289/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1519/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1665/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532861
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเลย",
        "judge": "นายอภิเชษฐ์ ศรีโยม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983157"
    }
}
date
2555
deka_no
18955/2555
deka_running_no
18955
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "พิศล พิรุณ",
    "อิสสระ นิ่มละมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 672"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเสี่ยน วรินทรา กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์การธนกิจ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2512 ในปี 2539 จำเลยที่ 1 จัดให้มีโครงการเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ตามระเบียบ ซึ่งระเบียบดังกล่าว ข้อ 16 และ 18 กำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้แก่ทายาทของสมาชิกที่ถึงแก่กรรม หากเป็นสมาชิกสวัสดิการมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับจำนวนสมาชิกคูณ 20 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท และเมื่อสมาชิกดังกล่าวถึงแก่กรรมจะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้แก่ทายาทของสมาชิก เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 โจทก์ทั้งสองสมัครเข้าเป็นสมาชิกโครงการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี และให้จ่ายเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว 100,000 บาท แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกครบ 10 ปี และอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์คนละ 50,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวให้โดยอ้างมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์เมื่ออายุ 60 ปี แต่จะจ่ายเงินสงเคราะห์ 100,000 บาท ครั้งเดียวให้แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด ว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) ถือว่าเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2547 ข้อ 86 (1) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด พ.ศ.2542 ข้อ 86 (1) กำหนดว่ากรณีเป็นระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับได้ หากเป็นระเบียบอื่นเมื่อคณะกรรมการดำเนินการกำหนดใช้แล้วให้ส่งสำเนาให้นายทะเบียนสหกรณ์รับทราบ เมื่อพิจารณาระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ. 2539 (ส.ค.ส. 1) แล้วจะเห็นได้ว่าระเบียบดังกล่าวระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ชัดเจนว่าเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกหรือครอบครัวสมาชิกในกรณีที่ถึงแก่กรรมหรือมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อให้สมาชิกและครอบครัวมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงรวมทั้งเป็นหลักประกันในการชำระหนี้แก่สมาชิก ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นระเบียบเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ไม่ใช่เป็นเรื่องรับฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินส่งมอบเงินให้แก่ผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาเงินนั้นไว้แล้วจะคืนให้ จึงไม่ใช่ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินตามข้อ 86 (1) ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ แต่เป็นระเบียบอื่น ๆ ที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2549 ของจำเลยที่ 1 ว่าก่อนมีการแก้ไขระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะทำงานและรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกแล้ว ในที่สุดที่ประชุมใหญ่มีมติให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ โดยให้งดจ่ายเงินสงเคราะห์แก่สมาชิกเมื่ออายุครบ 60 ปี จำนวน 50,000 บาท แต่ให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ทายาทของสมาชิกเมื่อสมาชิกเสียชีวิตเพียงครั้งเดียว 100,000 บาท และมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบว่าด้วยเงินฝากสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือครอบครัวสมาชิกโครงการ 1 พ.ศ.2539 (ส.ค.ส. 1) จึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยชอบ มีผลผูกพันสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์เมื่ออายุครบ 60 ปี ภายหลังจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ให้งดจ่ายเงินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1519/2549
primary_red_case_no
พ1665/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000386.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2289/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555