คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16350/2555 ฉบับเต็ม

#532863
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16350/2555 การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ บริษัทน่ำเฮงคอนกรีต (1992) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 570 การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย แสดงเจตนาว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป แต่เหตุที่โจทก์ยอมรับเงินค่าใช้ประโยชน์เป็นเพียงการยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยและเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ และส่งมอบพื้นที่คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 262,441 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบคืนแก่โจทก์ และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 21,866.67 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 166,915.60 บาท และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 21,866.67 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบคืนโจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยวางประกันตามสัญญาจำนวน 262,441 บาท มาหักชำระค่าเสียหายดังกล่าวก่อน แล้วให้จำเลยชำระค่าเสียหายส่วนที่เหลือ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยอยู่ในที่ดินโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าหรือไม่ โจทก์นำสืบพยานโดยมีนายสมศักดิ์เบิกความว่า พยานเป็นพนักงานฝ่ายบริหารทรัพย์สินของโจทก์ มีหน้าที่ตรวจสอบให้ผู้เช่าทรัพย์สินของโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเช่า ซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ด้วย โดยโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้ว และต่อมาโจทก์ยังมีหนังสือถึงจำเลยให้ส่งมอบพื้นที่ที่เช่าคืนโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าต่อโจทก์ จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินที่เช่า โจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยนำสืบโดยมีนายสมชายและนายนพดลมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกันว่า ถึงแม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกการเช่าแล้ว แต่จำเลยขอผ่อนผันขอใช้ประโยชน์ต่อและชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าตลอดมา โดยโจทก์ไม่ได้คัดค้าน ดังนี้ เห็นว่า การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแสดงเจตนาว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป แต่เหตุที่โจทก์ยอมรับเงินค่าใช้ประโยชน์ เป็นเพียงการยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยและเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักรับฟังดีกว่าฝ่ายจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ (พิศาล อัยยะวรากูล-ประยูร ณ ระนอง-อดิศักดิ์ ปัตรวลี) ศาลแพ่ง - นางโชติพรรณ โชติวงศ์สุโรจน์ ศาลอุทธรณ์ - นายปานนท์ กัจฉปานันท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2510/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม619/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม1146/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532863
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางโชติพรรณ โชติวงศ์สุโรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปานนท์ กัจฉปานันท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983743"
    }
}
date
2555
deka_no
16350/2555
deka_running_no
16350
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "พิศาล อัยยะวรากูล",
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 570"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การรถไฟแห่งประเทศไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทน่ำเฮงคอนกรีต (1992) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ และส่งมอบพื้นที่คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 262,441 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบคืนแก่โจทก์ และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 21,866.67 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 166,915.60 บาท และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 21,866.67 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินโจทก์และส่งมอบคืนโจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยวางประกันตามสัญญาจำนวน 262,441 บาท มาหักชำระค่าเสียหายดังกล่าวก่อน แล้วให้จำเลยชำระค่าเสียหายส่วนที่เหลือ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยอยู่ในที่ดินโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการเช่าหรือไม่ โจทก์นำสืบพยานโดยมีนายสมศักดิ์เบิกความว่า พยานเป็นพนักงานฝ่ายบริหารทรัพย์สินของโจทก์ มีหน้าที่ตรวจสอบให้ผู้เช่าทรัพย์สินของโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเช่า ซึ่งรวมถึงจำเลยในคดีนี้ด้วย โดยโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้ว และต่อมาโจทก์ยังมีหนังสือถึงจำเลยให้ส่งมอบพื้นที่ที่เช่าคืนโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าต่อโจทก์ จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินที่เช่า โจทก์จึงต้องฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยนำสืบโดยมีนายสมชายและนายนพดลมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเป็นทำนองเดียวกันว่า ถึงแม้โจทก์จะมีหนังสือบอกเลิกการเช่าแล้ว แต่จำเลยขอผ่อนผันขอใช้ประโยชน์ต่อและชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าตลอดมา โดยโจทก์ไม่ได้คัดค้าน ดังนี้ เห็นว่า การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแสดงเจตนาว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป แต่เหตุที่โจทก์ยอมรับเงินค่าใช้ประโยชน์ เป็นเพียงการยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยและเป็นการบรรเทาความเสียหายของโจทก์ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักรับฟังดีกว่าฝ่ายจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
ม619/2547
primary_red_case_no
ม1146/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000391.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2510/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555