คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14143/2555 ฉบับเต็ม

#532865
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14143/2555 บริษัทริเวอร์ไซด์การ์เด้น จำกัด โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 329, มาตรา 391 กรณีเป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย โดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ สำหรับการชำระหนี้ต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานและดอกเบี้ย ป.พ.พ. มาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลย เพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยได้รับเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจากโจทก์ 6,749,540 บาท ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 โจทก์จำเลยสมัครใจเลิกสัญญาใช้ที่ดินภาระจำยอมดังกล่าวและจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทคืน โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทแล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 (ซึ่งเป็นวันที่จำเลยรับต้นเงินดังกล่าวจากโจทก์) ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเงินค่าดอกเบี้ยค้างชำระ 4,558,713.28 บาท เมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 6,749,540 บาท ภายหลังวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อีกต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,207,080.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,558,713.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,749,540 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยทำสัญญาภารจำยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินเพื่อทำทางเข้าออกบริเวณย่านสถานีรถไฟบ้านทับช้างโดยโจทก์ชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจำนวน 6,749,540 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาด้วย ต่อมาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยสมัครใจ และในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 6,749,540 บาท มาชำระคืนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไว้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกรณีนี้เป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยโดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ดังนั้น หนี้ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระจึงมีทั้งหนี้ต้นเงินซึ่งเป็นหนี้อันเป็นประธานและดอกเบี้ย ซึ่งตามมาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลยเพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทไว้แล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเวลา 9 ปี 2 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 4,558,713.28 บาท และเมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท นับแต่วันดังกล่าวต่อไปอีก จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 4,558,713.28 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจำนวน 4,558,713.28 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท (ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-สุนันท์ ชัยชูสอน-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวชนาธิป เศรษฐสุวรรณ ศาลอุทธรณ์ - นายจุมพล ชูวงษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2594/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3590/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ11074/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532865
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางสาวชนาธิป เศรษฐสุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจุมพล ชูวงษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984402"
    }
}
date
2555
deka_no
14143/2555
deka_running_no
14143
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "สุนันท์ ชัยชูสอน",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 329",
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทริเวอร์ไซด์การ์เด้น จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "การรถไฟแห่งประเทศไทย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,207,080.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,558,713.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,749,540 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยทำสัญญาภารจำยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินเพื่อทำทางเข้าออกบริเวณย่านสถานีรถไฟบ้านทับช้างโดยโจทก์ชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจำนวน 6,749,540 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาด้วย ต่อมาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยสมัครใจ และในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 6,749,540 บาท มาชำระคืนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกรณีนี้เป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยโดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ดังนั้น หนี้ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระจึงมีทั้งหนี้ต้นเงินซึ่งเป็นหนี้อันเป็นประธานและดอกเบี้ย ซึ่งตามมาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลยเพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทไว้แล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเวลา 9 ปี 2 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 4,558,713.28 บาท และเมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท นับแต่วันดังกล่าวต่อไปอีก จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 4,558,713.28 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจำนวน 4,558,713.28 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3590/2549
primary_red_case_no
พ11074/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000397.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2594/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555