คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17440/2555 ฉบับเต็ม

#532869
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17440/2555 นายเทิดศักดิ์ เบญจวัฒนานนท์ โจทก์ นายคำพลองหรือคำพอง แสนซื่อ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 425 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 3 ขับรถบรรทุกเฉี่ยวชนรถโดยสารของโจทก์ได้รับความเสียหายแม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20 นาฬิกา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงสวมใส่ชุดทำงาน ในวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 3 ไปพบพนักงานสอบสวนกับจำเลยที่ 1 โดยมิได้ปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 แต่กลับยอมรับต่อตัวแทนฝ่ายโจทก์และพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และยังร่วมเจรจาต่อรองค่าเสียหายโดยไม่ได้แจ้งหรือแสดงพฤติการณ์ใดให้เห็นว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับโดยปริยายแล้วว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการที่ยินยอมเสนอเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเพียงลูกจ้างรายวันและขณะเกิดเหตุจะล่วงเลยเวลาทำงานตามปกติของจำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและเมื่องานที่ทำเป็นกิจการของนายจ้าง จึงเป็นการปฏิบัติงานในทางการที่จ้างที่จำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดความรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ห้างก่อให้เกิดขึ้นด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 247,996.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,581 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 90,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน บง - 6846 หนองบัวลำภู ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถโดยสาร หมายเลขทะเบียน 10 - 1759 เลย ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 90,581 บาท สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20 นาฬิกา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ และการที่จำเลยที่ 2 มาเจรจาชดใช้ค่าเสียหายต่อพนักงานสอบสวนย่อมแสดงว่ายอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วย โจทก์มีนายสมศักดิ์และนายสงกรานต์ คนขับรถโดยสารและพนักงานเก็บเงินค่าโดยสารของโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 แต่งตัวลักษณะเป็นช่างก่อสร้าง เนื่องจากบริเวณเนื้อตัวและเสื้อผ้ามีเศษปูนติดอยู่ไม่มีอาการเมาสุรา ส่วนรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นรถที่ใช้ในการขนวัสดุก่อสร้าง จำเลยที่ 2 บอกนายสมศักดิ์ นายสงกรานต์ และนายจิระชัยพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่อยู่ร่วมในการเจรจาค่าเสียหายที่สถานีตำรวจว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และได้เสนอราคาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 10,000 บาท จึงตกลงกันไม่ได้ ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระเงินค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 ด้วย นายจิระชัยยังเบิกความตอบคำถามค้านว่าขณะเจรจาได้ยินจำเลยที่ 1 พูดว่านายจ้างให้มาเอาของที่อำเภอภูกระดึงเพื่อไปส่งที่ผานกเค้า ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นช่างไม้และช่างปูน มีรถจักรยานยนต์ใช้ขับไปกลับที่ทำงาน เริ่มทำงานเวลา 8 ถึง 17 นาฬิกา รถบรรทุกคันเกิดเหตุ เป็นของจำเลยที่ 3 ที่ให้นายสุดตาเป็นผู้ขับรับส่งพนักงานและเก็บรักษาที่บ้านของนายสุดตา ในวันเกิดเหตุ รถคันดังกล่าวจอดไว้โดยมีกุญแจรถเสียบคาอยู่ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปโดยพลการ เงินค่าปรับที่จำเลยที่ 2 จ่ายแทนจำเลยที่ 1 ไป 400 บาท ได้หักจากค่าจ้างของจำเลยที่ 1 แล้ว และการที่จำเลยที่ 2 มาเจรจาค่าเสียหายเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 และจะหักค่าปรับจากค่าจ้างของจำเลยที่ 1 ในภายหลังนั้น มีแต่จำเลยที่ 2 และนายสุดตาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ซึ่งจะเบิกความอย่างไรก็ได้ เพราะเป็นเรื่องที่มีแต่จำเลยทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสามเท่านั้นที่จะรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 จะทำงานล่วงเวลาหรือได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการให้ทำการงานในทางการที่จ้างหรือไม่นั้น เป็นเรื่องกิจการภายในที่อยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายจำเลยที่มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างลูกจ้างเท่านั้นยากที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเข้ามาเกี่ยวข้องหลังเกิดเหตุแล้วจะล่วงรู้ถึงการใช้จ้างวานและการปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก่อนเกิดเหตุได้ ประกอบกับข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังขัดแย้งกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่แสดงออกต่อบุคคลภายนอก เพราะจำเลยที่ 1 ยังคงสวมใส่ชุดทำงานอยู่ในขณะเกิดเหตุ ทั้งในวันรุ่งขึ้น จำเลยที่ 2 ก็ไปพบพนักงานสอบสวนกับจำเลยที่ 1 ด้วยโดยมิได้ปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 แต่กลับยอมรับต่อตัวแทนฝ่ายโจทก์และพนักงานสอบสวนในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตามข้อความที่ปรากฏในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และยังร่วมเจรจาต่อรองค่าเสียหายกับตัวแทนฝ่ายโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งหรือแสดงพฤติการณ์ใดให้เห็นว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวอ้าง แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับโดยปริยายแล้วว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการที่ยินยอมเสนอเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเพียงลูกจ้างรายวัน และขณะเกิดเหตุจะล่วงเลยเวลาทำงานตามปกติของจำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและเมื่องานที่ทำเป็นกิจการของนายจ้าง จึงเป็นการปฏิบัติงานในทางการที่จ้าง ที่จำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดความรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ห้างก่อให้เกิดขึ้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี-พศวัจน์ กนกนาก) ศาลจังหวัดเลย - นายพร้อมมิตร โล่สิริลักษณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.4325/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ4/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ792/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532869
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเลย",
        "judge": "นายพร้อมมิตร โล่สิริลักษณ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983510"
    }
}
date
2555
deka_no
17440/2555
deka_running_no
17440
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "พศวัจน์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 425"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเทิดศักดิ์ เบญจวัฒนานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคำพลองหรือคำพอง แสนซื่อ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 247,996.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 240,581 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 90,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน บง - 6846 หนองบัวลำภู ด้วยความประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนรถโดยสาร หมายเลขทะเบียน 10 - 1759 เลย ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 90,581 บาท สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20 นาฬิกา แต่จำเลยที่ 1 ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ และการที่จำเลยที่ 2 มาเจรจาชดใช้ค่าเสียหายต่อพนักงานสอบสวนย่อมแสดงว่ายอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วย โจทก์มีนายสมศักดิ์และนายสงกรานต์ คนขับรถโดยสารและพนักงานเก็บเงินค่าโดยสารของโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 แต่งตัวลักษณะเป็นช่างก่อสร้าง เนื่องจากบริเวณเนื้อตัวและเสื้อผ้ามีเศษปูนติดอยู่ไม่มีอาการเมาสุรา ส่วนรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นรถที่ใช้ในการขนวัสดุก่อสร้าง จำเลยที่ 2 บอกนายสมศักดิ์ นายสงกรานต์ และนายจิระชัยพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่อยู่ร่วมในการเจรจาค่าเสียหายที่สถานีตำรวจว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และได้เสนอราคาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 10,000 บาท จึงตกลงกันไม่ได้ ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระเงินค่าปรับแทนจำเลยที่ 1 ด้วย นายจิระชัยยังเบิกความตอบคำถามค้านว่าขณะเจรจาได้ยินจำเลยที่ 1 พูดว่านายจ้างให้มาเอาของที่อำเภอภูกระดึงเพื่อไปส่งที่ผานกเค้า ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นช่างไม้และช่างปูน มีรถจักรยานยนต์ใช้ขับไปกลับที่ทำงาน เริ่มทำงานเวลา 8 ถึง 17 นาฬิกา รถบรรทุกคันเกิดเหตุ เป็นของจำเลยที่ 3 ที่ให้นายสุดตาเป็นผู้ขับรับส่งพนักงานและเก็บรักษาที่บ้านของนายสุดตา ในวันเกิดเหตุ รถคันดังกล่าวจอดไว้โดยมีกุญแจรถเสียบคาอยู่ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปโดยพลการ เงินค่าปรับที่จำเลยที่ 2 จ่ายแทนจำเลยที่ 1 ไป 400 บาท ได้หักจากค่าจ้างของจำเลยที่ 1 แล้ว และการที่จำเลยที่ 2 มาเจรจาค่าเสียหายเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 และจะหักค่าปรับจากค่าจ้างของจำเลยที่ 1 ในภายหลังนั้น มีแต่จำเลยที่ 2 และนายสุดตาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ซึ่งจะเบิกความอย่างไรก็ได้ เพราะเป็นเรื่องที่มีแต่จำเลยทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสามเท่านั้นที่จะรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 จะทำงานล่วงเวลาหรือได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการให้ทำการงานในทางการที่จ้างหรือไม่นั้น เป็นเรื่องกิจการภายในที่อยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายจำเลยที่มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างลูกจ้างเท่านั้นยากที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเข้ามาเกี่ยวข้องหลังเกิดเหตุแล้วจะล่วงรู้ถึงการใช้จ้างวานและการปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก่อนเกิดเหตุได้ ประกอบกับข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังขัดแย้งกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่แสดงออกต่อบุคคลภายนอก เพราะจำเลยที่ 1 ยังคงสวมใส่ชุดทำงานอยู่ในขณะเกิดเหตุ ทั้งในวันรุ่งขึ้น จำเลยที่ 2 ก็ไปพบพนักงานสอบสวนกับจำเลยที่ 1 ด้วยโดยมิได้ปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 แต่กลับยอมรับต่อตัวแทนฝ่ายโจทก์และพนักงานสอบสวนในขณะนั้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตามข้อความที่ปรากฏในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และยังร่วมเจรจาต่อรองค่าเสียหายกับตัวแทนฝ่ายโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งหรือแสดงพฤติการณ์ใดให้เห็นว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวอ้าง แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับโดยปริยายแล้วว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการที่ยินยอมเสนอเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเพียงลูกจ้างรายวัน และขณะเกิดเหตุจะล่วงเลยเวลาทำงานตามปกติของจำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและเมื่องานที่ทำเป็นกิจการของนายจ้าง จึงเป็นการปฏิบัติงานในทางการที่จ้าง ที่จำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้าง และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดความรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ห้างก่อให้เกิดขึ้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ4/2553
primary_red_case_no
พ792/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000389.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.4325/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555