คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17584/2555 ฉบับเต็ม

#532887
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17584/2555 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายจันทร์ ภาษี กับพวก โจทก์ร่วม นายประเสริฐ สายสุริยะ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย จ. มารดาผู้ตายจึงไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายจันทร์ ผู้เสียหาย นางสาวจันทร์พิมพ์ มารดาของนายธนัฐศรณ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้เรียกนายจันทร์และนางสาวจันทร์พิมพ์ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์ระหว่างเจ็บป่วยไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติต้องรักษาตัวทำให้ขาดรายได้ 60 วัน วันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท เจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 170,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 1,920,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี และปรับ 2,000 บาท สำหรับโทษปรับหากไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท แก่นางสาวจันทร์พิมพ์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นบุตรของนางสาวจันทร์พิมพ์ ซึ่งเกิดจากสามีคนเก่าของนางสาวจันทร์พิมพ์ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นสามีคนปัจจุบันของนางสาวจันทร์พิมพ์ สำหรับจำเลยเป็นพี่ชายของนางสาวจันทร์พิมพ์ เดิมที่ดินของนางสาวจันทร์พิมพ์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วต่อมามีการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเป็นสัดส่วน โดยมีการกันเป็นทางเดินไว้ แต่การรังวัดกันทางเดินผิดพลาดคลาดเคลื่อน ซึ่งจะต้องมีการรังวัดสอบเขตใหม่ ก่อนเกิดเหตุนางสาวจันทร์พิมพ์และจำเลยมีปากเสียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเป็นประจำ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นางสาวจันทร์พิมพ์กับผู้ตายกำลังขุดดินบริเวณทางเดินเพื่อวางท่อประปา จำเลยเข็นรถปูนผ่านมาโดยจำเลยพาอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน สพ 1/009988 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ติดตัวมาด้วย และเกิดการโต้เถียงกันระหว่างฝ่ายนางสาวจันทร์พิมพ์และผู้ตายกับฝ่ายจำเลย ต่อมาผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในเขตที่ดินของผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ใต้คางด้านซ้ายและใต้รักแร้ขวาด้านใน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกกระสุนปืนที่บริเวณหน้าอกและสะบักขวา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดอาวุธปืนพกกระบอกดังกล่าว กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 นัด และปลอกกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 ปลอก เป็นของกลาง ความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย และฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมทำร้ายร่างกายจำเลย แต่เป็นผู้เข้าไปห้ามการทะเลาะวิวาทระหว่างจำเลยกับผู้ตาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปห้ามและดึงผู้ตายออกมาห่างตัวจำเลย จึงเป็นโอกาสให้จำเลยชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 1 ดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายจำเลย แต่ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า นางสาวจันทร์พิมพ์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย นางสาวจันทร์พิมพ์จึงไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวจันทร์พิมพ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวจันทร์พิมพ์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สุรพันธุ์ ละอองมณี) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1066/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3008/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1258/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532887
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983507"
    }
}
date
2555
deka_no
17584/2555
deka_running_no
17584
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 44/1 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายจันทร์ ภาษี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประเสริฐ สายสุริยะ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจันทร์ ผู้เสียหาย นางสาวจันทร์พิมพ์ มารดาของนายธนัฐศรณ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้เรียกนายจันทร์และนางสาวจันทร์พิมพ์ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์ระหว่างเจ็บป่วยไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติต้องรักษาตัวทำให้ขาดรายได้ 60 วัน วันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท เจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 170,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 1,920,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี และปรับ 2,000 บาท สำหรับโทษปรับหากไม่ชำระให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท แก่นางสาวจันทร์พิมพ์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นบุตรของนางสาวจันทร์พิมพ์ ซึ่งเกิดจากสามีคนเก่าของนางสาวจันทร์พิมพ์ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นสามีคนปัจจุบันของนางสาวจันทร์พิมพ์ สำหรับจำเลยเป็นพี่ชายของนางสาวจันทร์พิมพ์ เดิมที่ดินของนางสาวจันทร์พิมพ์และจำเลยเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วต่อมามีการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเป็นสัดส่วน โดยมีการกันเป็นทางเดินไว้ แต่การรังวัดกันทางเดินผิดพลาดคลาดเคลื่อน ซึ่งจะต้องมีการรังวัดสอบเขตใหม่ ก่อนเกิดเหตุนางสาวจันทร์พิมพ์และจำเลยมีปากเสียงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเป็นประจำ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นางสาวจันทร์พิมพ์กับผู้ตายกำลังขุดดินบริเวณทางเดินเพื่อวางท่อประปา จำเลยเข็นรถปูนผ่านมาโดยจำเลยพาอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน สพ 1/009988 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ติดตัวมาด้วย และเกิดการโต้เถียงกันระหว่างฝ่ายนางสาวจันทร์พิมพ์และผู้ตายกับฝ่ายจำเลย ต่อมาผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในเขตที่ดินของผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ใต้คางด้านซ้ายและใต้รักแร้ขวาด้านใน เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกกระสุนปืนที่บริเวณหน้าอกและสะบักขวา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดอาวุธปืนพกกระบอกดังกล่าว กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 นัด และปลอกกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 3 ปลอก เป็นของกลาง ความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย และฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมทำร้ายร่างกายจำเลย แต่เป็นผู้เข้าไปห้ามการทะเลาะวิวาทระหว่างจำเลยกับผู้ตาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าไปห้ามและดึงผู้ตายออกมาห่างตัวจำเลย จึงเป็นโอกาสให้จำเลยชักอาวุธปืนออกมายิงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 1 ดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายจำเลย แต่ถูกจำเลยใช้อาวุธปืนยิงได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า นางสาวจันทร์พิมพ์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย นางสาวจันทร์พิมพ์จึงไม่ใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่งได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวจันทร์พิมพ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวจันทร์พิมพ์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3008/2553
primary_red_case_no
อ1258/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000389.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1066/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555