คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19016/2555 ฉบับเต็ม

#532891
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19016/2555 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ โจทก์ บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด โจทก์ร่วม นายอรรคพล เดชพละ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 2, มาตรา 22 จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ก็หาทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปไม่ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่แบ่งตามประเภทคดีคงมีแต่เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ส่วนในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคซึ่งมีเขตอำนาจย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นในเขตอำนาจทุกประเภททั้งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงและศาลจังหวัดที่อุทธรณ์มาได้ เมื่อคดีนี้อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีเขตอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยยักยอกไปหรือชดใช้เงินจำนวน 381,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลักไปหรือใช้ราคาเป็นเงิน 381,500 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กรของโจทก์ร่วม มาเป็นพยานเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยได้รับบัตรเติมเงินโทรศัพท์ เคลื่อนที่จากบริษัทดิจิตอลโฟน จำกัด มีมูลค่าสี่ล้านบาทเศษไว้ในความดูแลรักษา โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานตามใบแจ้งหนี้ เป็นบัตรเติมเงินราคา 300 บาท 500 บาท และ 800 บาท จำนวน 11,720 ใบ 1,630 ใบ และ 840 ใบตามลำดับ จำเลยมีหน้าที่ดูแลจัดเก็บบัตรเติมเงินดังกล่าวไว้ในตู้เซฟและห้องจัดเก็บ จำเลยเป็นผู้รักษาทั้งกุญแจตู้และกุญแจห้องโดยหน้าที่เมื่อจำเลยรับบัตรเติมเงินมาแล้ว จำเลยต้องนำเอกสาร ไปแจ้งฝ่ายข้อมูลของโจทก์ร่วม จัดพิมพ์ใบรับสินค้าของสาขาโจทก์ร่วมเพื่อจะจำแนกจ่ายบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่สาขาต่าง ๆ ของโจทก์ร่วม ปรากฏตามใบรับสินค้าหรือ GRN จากนั้นจำเลยจะนำเอกสารไปจำแนกบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อจัดส่งให้แก่สาขาต่าง ๆ ตามที่เอกสารดังกล่าวระบุไว้ เมื่อจำแนกเสร็จแล้ว จำเลยต้องมาจัดทำใบรับ - ส่งเอกสารระบุจำนวนบัตรเติมเงินที่จะต้องส่งไปยังสาขาต่าง ๆ ของโจทก์ร่วมและแยกจัดบัตรเติมเงินตามจำนวนที่ต้องส่งไปนั้น ตามตัวอย่างใบรับ - ส่ง เมื่อทราบว่าสาขาของโจทก์ร่วม ไม่ได้รับบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงมีการตรวจสอบเอกสารที่ส่วนกระจายสินค้า ไม่ปรากฏว่ามีการลงรายละเอียดของการส่งบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังสาขาของโจทก์ร่วม นางสาวนงค์รัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาเวียงตากของโจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความได้ความว่านางสาวนงค์รัตน์ตรวจรับสินค้าในสภาพหีบห่อปกติเรียบร้อย แต่ไม่มีบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามข้อมูลที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์ และไม่พบใบรับสินค้าหรือ GRN ในกล่องสินค้า เมื่อสอบถามมายังจำเลย จำเลยแจ้งว่าอาจเกิดความผิดพลาดและจะติดตามให้ ภายหลังนางสาวนงค์รัตน์จึงแจ้งมายังนายโชคชัย ผู้จัดการศูนย์กระจายสินค้าของโจทก์ร่วมและนายอำนาจ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบสินค้าของโจทก์ร่วมมาเป็นพยานเบิกความได้ความว่า พยานทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย จำเลยมีหน้าที่จัดบัตรเติมเงินส่งไปยังสาขาต่างๆ ของโจทก์ร่วม เมื่อเกิดกรณีบัตรเติมเงินของโจทก์ร่วมหายไป ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบัตรเติมเงินที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดส่ง ในการจัดส่งบัตรเติมเงินไม่พบใบรับสินค้าหรือ GRN ในกล่องสินค้า และไม่มีการจัดทำใบรับ - ส่งเอกสารในส่วนบัตรเติมเงินจำนวนนั้น ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องทำ เมื่อสอบถามจำเลย จำเลยไม่สามารถชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ยอมรับผิดชอบและรับว่าจะจัดส่งบัตรไปให้ในภายหลังเอง ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องกันอย่างสมเหตุผล ไม่ปรากฏข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งจำเลย คำพยานมีน้ำหนักเชื่อถือได้ว่า จำเลยรับบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ในความดูแลรักษาตามหน้าที่และไม่ส่งบัตรเติมเงินดังกล่าวไปยังสาขาของโจทก์ร่วม ทั้งไม่มีใบรับสินค้าหรือ GRN อยู่ในกล่อง แสดงให้เห็นว่า จำเลยเจตนาที่จะไม่จัดส่งบัตรเติมเงินไปยังสาขาของโจทก์ร่วม เมื่อมีการตรวจพบว่าไม่มีการส่งบัตรเติมเงิน จำเลยก็ไม่สามารถชี้แจงหรืออธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างปกติได้ ครั้นเมื่อผู้บังคับบัญชาสอบถาม จำเลยก็ยอมรับในการกระทำที่ไม่ถูกต้องของตน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาชี้ชัดว่า จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยไม่จัดส่งบัตรเติมเงินดังกล่าวไปยังสาขาของโจทก์ร่วมโดยปิดบังการไม่จัดส่งบัตรดังกล่าวให้ผู้อื่นรู้ บัตรเติมเงินดังกล่าวมีราคานับแสนบาทมีมูลค่าสูงย่อมสามารถจูงใจให้นำไปหาประโยชน์ได้จำนวนมาก ฉะนั้นแม้ไม่มีประจักษ์พยาน แต่พฤติการณ์และพยานแวดล้อมกรณีดังกล่าวมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเอาบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาอยู่ไปโดยทุจริต ส่วนการที่จำเลยจะนำบัตรเติมเงินออกไปจากที่ทำการของโจทก์ร่วมอย่างไร มีพนักงานของโจทก์ร่วมคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของจำเลยและจำเลยมีรายได้เสริมหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชดใช้ราคาค่าบัตรเติมเงินที่หายไปให้โจทก์ร่วมแล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ร่วมประนีประนอมยอมความกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ก็หาทำให้สิทธิการนำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องระงับไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยแบบศาลจังหวัดและจะต้องลงโทษจำเลยในข้อหาที่ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาเท่านั้น เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่แบ่งตามประเภทคดีคงมีแต่เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ส่วนในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งมีเขตอำนาจย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีในศาลชั้นต้นในเขตอำนาจทุกประเภททั้งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงและศาลจังหวัดที่อุทธรณ์มาได้ เมื่อคดีนี้เกิดอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีเขตอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (อัปษร หิรัญบูรณะ-อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลแขวงสมุทรปราการ - นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอรรจพล เพชรกาฬ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1442/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ7188/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1854/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532891
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสมุทรปราการ",
        "judge": "นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายอรรจพล เพชรกาฬ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983155"
    }
}
date
2555
deka_no
19016/2555
deka_running_no
19016
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อัปษร หิรัญบูรณะ",
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 2",
            "ม. 22"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอรรคพล เดชพละ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยยักยอกไปหรือชดใช้เงินจำนวน 381,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลักไปหรือใช้ราคาเป็นเงิน 381,500 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กรของโจทก์ร่วม มาเป็นพยานเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยได้รับบัตรเติมเงินโทรศัพท์ เคลื่อนที่จากบริษัทดิจิตอลโฟน จำกัด มีมูลค่าสี่ล้านบาทเศษไว้ในความดูแลรักษา โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานตามใบแจ้งหนี้ เป็นบัตรเติมเงินราคา 300 บาท 500 บาท และ 800 บาท จำนวน 11,720 ใบ 1,630 ใบ และ 840 ใบตามลำดับ จำเลยมีหน้าที่ดูแลจัดเก็บบัตรเติมเงินดังกล่าวไว้ในตู้เซฟและห้องจัดเก็บ จำเลยเป็นผู้รักษาทั้งกุญแจตู้และกุญแจห้องโดยหน้าที่เมื่อจำเลยรับบัตรเติมเงินมาแล้ว จำเลยต้องนำเอกสาร ไปแจ้งฝ่ายข้อมูลของโจทก์ร่วม จัดพิมพ์ใบรับสินค้าของสาขาโจทก์ร่วมเพื่อจะจำแนกจ่ายบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่สาขาต่าง ๆ ของโจทก์ร่วม ปรากฏตามใบรับสินค้าหรือ GRN จากนั้นจำเลยจะนำเอกสารไปจำแนกบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อจัดส่งให้แก่สาขาต่าง ๆ ตามที่เอกสารดังกล่าวระบุไว้ เมื่อจำแนกเสร็จแล้ว จำเลยต้องมาจัดทำใบรับ - ส่งเอกสารระบุจำนวนบัตรเติมเงินที่จะต้องส่งไปยังสาขาต่าง ๆ ของโจทก์ร่วมและแยกจัดบัตรเติมเงินตามจำนวนที่ต้องส่งไปนั้น ตามตัวอย่างใบรับ - ส่ง เมื่อทราบว่าสาขาของโจทก์ร่วม ไม่ได้รับบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงมีการตรวจสอบเอกสารที่ส่วนกระจายสินค้า ไม่ปรากฏว่ามีการลงรายละเอียดของการส่งบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังสาขาของโจทก์ร่วม นางสาวนงค์รัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาเวียงตากของโจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความได้ความว่านางสาวนงค์รัตน์ตรวจรับสินค้าในสภาพหีบห่อปกติเรียบร้อย แต่ไม่มีบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามข้อมูลที่ปรากฏในคอมพิวเตอร์ และไม่พบใบรับสินค้าหรือ GRN ในกล่องสินค้า เมื่อสอบถามมายังจำเลย จำเลยแจ้งว่าอาจเกิดความผิดพลาดและจะติดตามให้ ภายหลังนางสาวนงค์รัตน์จึงแจ้งมายังนายโชคชัย ผู้จัดการศูนย์กระจายสินค้าของโจทก์ร่วมและนายอำนาจ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบสินค้าของโจทก์ร่วมมาเป็นพยานเบิกความได้ความว่า พยานทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย จำเลยมีหน้าที่จัดบัตรเติมเงินส่งไปยังสาขาต่างๆ ของโจทก์ร่วม เมื่อเกิดกรณีบัตรเติมเงินของโจทก์ร่วมหายไป ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบัตรเติมเงินที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดส่ง ในการจัดส่งบัตรเติมเงินไม่พบใบรับสินค้าหรือ GRN ในกล่องสินค้า และไม่มีการจัดทำใบรับ - ส่งเอกสารในส่วนบัตรเติมเงินจำนวนนั้น ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องทำ เมื่อสอบถามจำเลย จำเลยไม่สามารถชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ยอมรับผิดชอบและรับว่าจะจัดส่งบัตรไปให้ในภายหลังเอง ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความได้สอดคล้องกันอย่างสมเหตุผล ไม่ปรากฏข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งจำเลย คำพยานมีน้ำหนักเชื่อถือได้ว่า จำเลยรับบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ในความดูแลรักษาตามหน้าที่และไม่ส่งบัตรเติมเงินดังกล่าวไปยังสาขาของโจทก์ร่วม ทั้งไม่มีใบรับสินค้าหรือ GRN อยู่ในกล่อง แสดงให้เห็นว่า จำเลยเจตนาที่จะไม่จัดส่งบัตรเติมเงินไปยังสาขาของโจทก์ร่วม เมื่อมีการตรวจพบว่าไม่มีการส่งบัตรเติมเงิน จำเลยก็ไม่สามารถชี้แจงหรืออธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างปกติได้ ครั้นเมื่อผู้บังคับบัญชาสอบถาม จำเลยก็ยอมรับในการกระทำที่ไม่ถูกต้องของตน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมาชี้ชัดว่า จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยไม่จัดส่งบัตรเติมเงินดังกล่าวไปยังสาขาของโจทก์ร่วมโดยปิดบังการไม่จัดส่งบัตรดังกล่าวให้ผู้อื่นรู้ บัตรเติมเงินดังกล่าวมีราคานับแสนบาทมีมูลค่าสูงย่อมสามารถจูงใจให้นำไปหาประโยชน์ได้จำนวนมาก ฉะนั้นแม้ไม่มีประจักษ์พยาน แต่พฤติการณ์และพยานแวดล้อมกรณีดังกล่าวมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเอาบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาอยู่ไปโดยทุจริต ส่วนการที่จำเลยจะนำบัตรเติมเงินออกไปจากที่ทำการของโจทก์ร่วมอย่างไร มีพนักงานของโจทก์ร่วมคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของจำเลยและจำเลยมีรายได้เสริมหรือไม่ ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชดใช้ราคาค่าบัตรเติมเงินที่หายไปให้โจทก์ร่วมแล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ร่วมประนีประนอมยอมความกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ก็หาทำให้สิทธิการนำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องระงับไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยแบบศาลจังหวัดและจะต้องลงโทษจำเลยในข้อหาที่ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาเท่านั้น เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่แบ่งตามประเภทคดีคงมีแต่เฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ส่วนในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งมีเขตอำนาจย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีในศาลชั้นต้นในเขตอำนาจทุกประเภททั้งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงและศาลจังหวัดที่อุทธรณ์มาได้ เมื่อคดีนี้เกิดอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีเขตอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ7188/2547
primary_red_case_no
อ1854/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000386.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1442/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555