คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12193/2555 ฉบับเต็ม

#532892
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12193/2555 บริษัทเหล็กน้ำหนึ่ง วัสดุภัณฑ์ จำกัด โจทก์ บริษัทเอส.เจ.ออโต้เซลล์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง, มาตรา 226/5 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำ โดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประกอบกับขณะมีการพิจารณาคดีนี้ ป.วิ.อ. ยังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 226/5 ซึ่งมีข้อความว่า ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ แม้โจทก์มีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การว่า ได้ออกเช็คตามฟ้องและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองได้แถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 โจทก์จึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริงว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณา คงยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานเพื่อสนับสนุนว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 4 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า หลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งรับประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่ามีพยานมาศาล 2 ปาก พร้อมสืบ ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่าขอให้นำคำให้การพยานโจทก์ปากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาและจำเลยที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารที่ทางฝ่ายโจทก์ยื่นต่อศาล รับว่ามีการออกเช็คจริง และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย และบัญชีดังกล่าวนั้นเป็นบัญชีของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่าย หากทางฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้านแล้ว ทางฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 2 ทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้าน ต่อมานางเบญจวรรณ ผู้แทนบริษัทจำเลยที่ 1 คนใหม่มาศาลและยืนยันให้การปฏิเสธ ทั้งทนายจำเลยทั้งสองแถลงว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คและจำเลยที่ 1 ขอรับข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 1 หลังจากนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประกอบกับขณะมีการพิจารณาคดีนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 226/5 ซึ่งมีข้อความว่า ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ ดังนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะมีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาแม้จำเลยทั้งสองจะให้การว่าได้ออกเช็คตามฟ้องและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองได้แถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริงว่า จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณา คงยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานเพื่อสนับสนุนว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยมาวินิจฉัยคดี จึงเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ เนื่องจากเหตุที่โจทก์ไม่สืบพยานโจทก์มิได้เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่ประการใด คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง (อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์-วิรุฬห์ แสงเทียน-กีรติ กาญจนรินทร์) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางสาววัชรีพร ตรัยศิลานันท์ ศาลอุทธรณ์ - นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1737/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ6550/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5973/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532892
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นางสาววัชรีพร ตรัยศิลานันท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984985"
    }
}
date
2555
deka_no
12193/2555
deka_running_no
12193
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "กีรติ กาญจนรินทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 226/5"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเหล็กน้ำหนึ่ง วัสดุภัณฑ์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเอส.เจ.ออโต้เซลล์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า หลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งรับประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่ามีพยานมาศาล 2 ปาก พร้อมสืบ ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่าขอให้นำคำให้การพยานโจทก์ปากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาและจำเลยที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารที่ทางฝ่ายโจทก์ยื่นต่อศาล รับว่ามีการออกเช็คจริง และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย และบัญชีดังกล่าวนั้นเป็นบัญชีของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่าย หากทางฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้านแล้ว ทางฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 2 ทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้าน ต่อมานางเบญจวรรณ ผู้แทนบริษัทจำเลยที่ 1 คนใหม่มาศาลและยืนยันให้การปฏิเสธ ทั้งทนายจำเลยทั้งสองแถลงว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คและจำเลยที่ 1 ขอรับข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 1 หลังจากนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประกอบกับขณะมีการพิจารณาคดีนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 226/5 ซึ่งมีข้อความว่า ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ ดังนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะมีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาแม้จำเลยทั้งสองจะให้การว่าได้ออกเช็คตามฟ้องและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองได้แถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริงว่า จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณา คงยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานเพื่อสนับสนุนว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยมาวินิจฉัยคดี จึงเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ เนื่องจากเหตุที่โจทก์ไม่สืบพยานโจทก์มิได้เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่ประการใด คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ6550/2546
primary_red_case_no
อ5973/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000402.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1737/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555