คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22175/2555 ฉบับเต็ม

#532898
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22175/2555 นางสุภาภรณ์ พูนตะคุ โจทก์ นายทรงศักดิ์ อุไรธรากุล จำเลย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ติดต่อกับอาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่งที่จำเลยเป็นเจ้าของและก่อสร้างผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่จำเลยได้รับอนุญาต และถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 และมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 40, 42, 65, 67, 70, 72, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารพาณิชย์ของจำเลยตามฟ้องส่วนที่ก่อสร้างห่างจากเขตที่ดินของโจทก์น้อยกว่า 2 เมตร ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 42, 65, 70, 72, 73 ส่วนข้อหาอื่นให้โจทก์ไปยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาต่อไป จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 65 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเกี่ยวเนื่องกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรม ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าตามมาตรา 70 จำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท และปรับอีกวันละ 800 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นเวลา 341 วัน เป็นเงิน 272,800 บาท และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท และปรับอีกวันละ 400 บาท เป็นเวลา 341 วัน เป็นเงิน 136,400 บาท และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา 2 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 บัญญัติว่า "ในกรณีมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับอาคารที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือการใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา" ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ติดต่อกับอาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่งที่จำเลยเป็นเจ้าของและก่อสร้างผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่จำเลยได้รับอนุญาต และถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-พศวัจณ์ กนกนาก) ศาลแขวงนครราชสีมา - นายสมชาย จันทร์รองศรี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2288/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1764/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4567/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532898
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครราชสีมา",
        "judge": "นายสมชาย จันทร์รองศรี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982802"
    }
}
date
2555
deka_no
22175/2555
deka_running_no
22175
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "พศวัจณ์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 73"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุภาภรณ์ พูนตะคุ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทรงศักดิ์ อุไรธรากุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 40, 42, 65, 67, 70, 72, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารพาณิชย์ของจำเลยตามฟ้องส่วนที่ก่อสร้างห่างจากเขตที่ดินของโจทก์น้อยกว่า 2 เมตร

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 42, 65, 70, 72, 73 ส่วนข้อหาอื่นให้โจทก์ไปยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาต่อไป

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 65 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเกี่ยวเนื่องกับอาคารเพื่อพาณิชยกรรม ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าตามมาตรา 70 จำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท และปรับอีกวันละ 800 บาท นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นเวลา 341 วัน เป็นเงิน 272,800 บาท และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท และปรับอีกวันละ 400 บาท เป็นเวลา 341 วัน เป็นเงิน 136,400 บาท และต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา 2 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 73 บัญญัติว่า "ในกรณีมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับอาคารที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือการใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา" ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ติดต่อกับอาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่งที่จำเลยเป็นเจ้าของและก่อสร้างผิดไปจากแผนผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลนที่จำเลยได้รับอนุญาต และถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1764/2553
primary_red_case_no
อ4567/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000383.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2288/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555