คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19464/2555 ฉบับเต็ม

#532931
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19464/2555 บริษัทมัตซึดะ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัทไฮเทค นิทซู (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ตามสัญญารับขน ซึ่งจำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าจากโรงงานของโจทก์ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง อันเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 จึงไม่อาจนำอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มาใช้บังคับดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย แต่ต้องใช้อายุความเก้าเดือนตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่อง แต่การจดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 41,953,496.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 38,301,264.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,767,088.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าซึ่งบรรจุอยู่ในตู้สินค้ารวม 4 ตู้ รวมทั้งตู้สินค้าหมายเลข SAMU2226013 จากโรงงานของโจทก์ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาโจทก์อ้างว่าเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 ผู้ซื้อสินค้าของโจทก์ที่ประเทศญี่ปุ่นแจ้งให้โจทก์ทราบว่าสินค้าบางส่วนประเภทเศษทองที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าหมายเลข SAMU2226013 สูญหายไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ตามสัญญารับขน ซึ่งจำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าจากโรงงานของโจทก์ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง อันเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 จึงไม่อาจนำอายุความหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย แต่ต้องนำอายุความเก้าเดือนตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใด ๆ อันเกิดจากการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไม่ว่าจะมีมูลกรณีจากสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบหรือละเมิด ถ้ามิได้ฟ้องคดีต่อศาลหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการตามความในหมวด 3 เพื่อชี้ขาดภายในเก้าเดือนนับแต่วันที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของ ให้เป็นอันขาดอายุความ" เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 24 มกราคม 2550 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 26 ธันวาคม 2550 เกินเก้าเดือน จึงขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขนส่งกันตั้งแต่ปี 2547 ก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นเพื่อให้พ้นผิดได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าตามฟ้องจากโรงงานของโจทก์ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปผ่านพิธีศุลกากรที่ด่านศุลกากรบ้านหว้าแล้วไปลงเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ส่งไปยังท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่นภายหลังจากที่พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ใช้บังคับแล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่อง แต่การจดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้ดังคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (สมควร วิเชียรวรรณ-อร่าม เสนามนตรี-ไมตรี ศรีอรุณ) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายธนารักษ์ เนาวรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)129/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น กค261/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น กค259/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532931
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายธนารักษ์ เนาวรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983144"
    }
}
date
2555
deka_no
19464/2555
deka_running_no
19464
deka_year
2555
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "ไมตรี ศรีอรุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548",
        "sections": [
            "ม. 38 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทมัตซึดะ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไฮเทค นิทซู (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 41,953,496.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 38,301,264.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,767,088.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าซึ่งบรรจุอยู่ในตู้สินค้ารวม 4 ตู้ รวมทั้งตู้สินค้าหมายเลข SAMU2226013 จากโรงงานของโจทก์ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาโจทก์อ้างว่าเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550 ผู้ซื้อสินค้าของโจทก์ที่ประเทศญี่ปุ่นแจ้งให้โจทก์ทราบว่าสินค้าบางส่วนประเภทเศษทองที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าหมายเลข SAMU2226013 สูญหายไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ตามสัญญารับขน ซึ่งจำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าจากโรงงานของโจทก์ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปส่งที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง อันเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 จึงไม่อาจนำอายุความหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย แต่ต้องนำอายุความเก้าเดือนตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใด ๆ อันเกิดจากการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไม่ว่าจะมีมูลกรณีจากสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบหรือละเมิด ถ้ามิได้ฟ้องคดีต่อศาลหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการตามความในหมวด 3 เพื่อชี้ขาดภายในเก้าเดือนนับแต่วันที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของ ให้เป็นอันขาดอายุความ" เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อสินค้าที่ท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 24 มกราคม 2550 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 26 ธันวาคม 2550 เกินเก้าเดือน จึงขาดอายุความ

ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 และโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขนส่งกันตั้งแต่ปี 2547 ก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นเพื่อให้พ้นผิดได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าตามฟ้องจากโรงงานของโจทก์ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปผ่านพิธีศุลกากรที่ด่านศุลกากรบ้านหว้าแล้วไปลงเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ส่งไปยังท่าเรือโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่นภายหลังจากที่พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ใช้บังคับแล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่อง แต่การจดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการประกอบการขนส่งต่อเนื่องก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกอายุความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้ดังคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
กค261/2550
primary_red_case_no
กค259/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000386.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)129/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555