คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2554 ฉบับเต็ม

#532935
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2554 นายณรงค์ แสงสวัสดิกุล ผู้ร้อง นางลมุล สุขสด ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 17, มาตรา 1606 เจ้ามรดกตลอดจนบุคคลในครอบครัวถูกสามีของเจ้ามรดกใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในเวลาต่อเนื่องกัน ถือเป็นการตายในเหตุภยันตรายร่วมกันและเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง จึงถือว่าทุกคนถึงแก่ความตายพร้อมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 17 ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจึงไม่ตกไปยังบุตรของเจ้ามรดกซึ่งถือว่าถึงแก่ความตายพร้อมกัน แต่จะตกได้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้าของเจ้ามรดก และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งว่า สามีของเจ้ามรดกเป็นผู้กระทำโดยเจตนาให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจดำเนินคดีแก่สามีของเจ้ามรดกได้เนื่องจากสามีเจ้ามรดกฆ่าตัวตายไปก่อน จึงถือได้ว่าสามีของเจ้ามรดกเป็นบุคคลที่ต้องถูกจำกัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับสามีของเจ้ามรดกจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก และเมื่อผู้ร้องมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจาก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย อ้างเหตุว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยชอบธรรมของนายอุทัย สามีผู้ตาย กับนางสาวอมริศา และนายอธิชา บุตรของผู้ตายที่ถึงแก่ความตายภายหลังผู้ตาย จึงมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่บุคคลดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 6 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน ค่าคำร้องเป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนนายณรงค์ ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย และตั้งให้นางลมุล ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายอุทัย สามีของนางมะลิ ผู้ตาย ผู้คัดค้าน เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางทองม้วน มารดาผู้ตาย นายอุทัยและผู้ตายเป็นสามีภริยากัน มีบุตร 2 คน คือ นายอธิชาและนางสาวอมริศา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 นายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย นายอธิชา นางทองม้วน นายวีระและนางสาวปัทมา ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่า ผู้ตายถูกนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายก่อนนางทองม้วน นายวีระ นางสาวปัทมา นางสาวอมริศาและนายอธิชา คงมีแต่คำเบิกความของผู้ร้องอ้างว่า หลังจากนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นแล้วจึงโทรศัพท์มาหาผู้ร้องว่า ได้ฆ่าญาติพี่น้องไปหมดแล้ว โดยบอกว่าได้ฆ่านางทองม้วนก่อน ถัดมาคือนางปัทมา นายวีระ ผู้ตาย นางสาวอมริศา และนายอธิศา ตามลำดับ นั้น หลังเกิดเหตุผู้ร้องก็ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้แก่ทายาทหรือเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งมิได้นำสืบผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายและบุคคลในครอบครัวถึงเวลาที่ตาย ประกอบกับผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นายอุทัยได้โทรศัพท์มาบอกเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ร้อง คำเบิกความของผู้ร้องจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อ เมื่อผู้ตายตลอดจนบุคคลในครอบครัวถูกนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในเวลาต่อเนื่องนั้น จึงถือได้ว่า เป็นการตายในเหตุภยันตรายร่วมกันและเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง จึงต้องถือว่า ทุกคนถึงแก่ความตายพร้อมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17 ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงไม่ตกไปยังนางสาวอมริศาและนายอธิชาซึ่งเป็นบุตรผู้ตาย แต่จะตกได้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้าของผู้ตาย ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งแล้วว่านายอุทัยสามีผู้ตายเป็นผู้กระทำโดยเจตนาให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจดำเนินคดีแก่นายอุทัยได้เนื่องจากนายอุทัยได้ฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ก็ถือได้ว่า นายอุทัยเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายฐานเป็นผู้ไม่สมควร ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ทรัพย์ซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายจะต้องแบ่งแก่นายอุทัยครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรสก่อน และส่วนของนายอุทัยจะตกเป็นมรดกของนายอุทัยต่อไป ผู้ร้องก็มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ จึงเห็นสมควรถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่ปรากฏข้อเสื่อมเสียและมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาย พันธุมะโอภาส-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-อาวุธ ปั้นปรีชา) ศาลแพ่งธนบุรี - นายวชิร ปานแก้ว ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.110/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1618/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2418/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532935
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายวชิร ปานแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991818"
    }
}
date
2554
deka_no
358/2554
deka_running_no
358
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พันธุมะโอภาส",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "อาวุธ ปั้นปรีชา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 1606"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายณรงค์ แสงสวัสดิกุล"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางลมุล สุขสด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจาก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย อ้างเหตุว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยชอบธรรมของนายอุทัย สามีผู้ตาย กับนางสาวอมริศา และนายอธิชา บุตรของผู้ตายที่ถึงแก่ความตายภายหลังผู้ตาย จึงมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายที่ตกได้แก่บุคคลดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทลำดับที่ 6 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนนายณรงค์ ผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย และตั้งให้นางลมุล ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมะลิ ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายอุทัย สามีของนางมะลิ ผู้ตาย ผู้คัดค้าน เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนางทองม้วน มารดาผู้ตาย นายอุทัยและผู้ตายเป็นสามีภริยากัน มีบุตร 2 คน คือ นายอธิชาและนางสาวอมริศา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 นายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย นายอธิชา นางทองม้วน นายวีระและนางสาวปัทมา ถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่า ผู้ตายถูกนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายก่อนนางทองม้วน นายวีระ นางสาวปัทมา นางสาวอมริศาและนายอธิชา คงมีแต่คำเบิกความของผู้ร้องอ้างว่า หลังจากนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นแล้วจึงโทรศัพท์มาหาผู้ร้องว่า ได้ฆ่าญาติพี่น้องไปหมดแล้ว โดยบอกว่าได้ฆ่านางทองม้วนก่อน ถัดมาคือนางปัทมา นายวีระ ผู้ตาย นางสาวอมริศา และนายอธิศา ตามลำดับ นั้น หลังเกิดเหตุผู้ร้องก็ไม่ได้แจ้งเรื่องนี้แก่ทายาทหรือเจ้าพนักงานตำรวจ ทั้งมิได้นำสืบผู้ตรวจชันสูตรศพผู้ตายและบุคคลในครอบครัวถึงเวลาที่ตาย ประกอบกับผู้ร้องไม่มีหลักฐานว่า นายอุทัยได้โทรศัพท์มาบอกเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ร้อง คำเบิกความของผู้ร้องจึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อ เมื่อผู้ตายตลอดจนบุคคลในครอบครัวถูกนายอุทัยใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในเวลาต่อเนื่องนั้น จึงถือได้ว่า เป็นการตายในเหตุภยันตรายร่วมกันและเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง จึงต้องถือว่า ทุกคนถึงแก่ความตายพร้อมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17 ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงไม่ตกไปยังนางสาวอมริศาและนายอธิชาซึ่งเป็นบุตรผู้ตาย แต่จะตกได้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้าของผู้ตาย ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งแล้วว่านายอุทัยสามีผู้ตายเป็นผู้กระทำโดยเจตนาให้ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจดำเนินคดีแก่นายอุทัยได้เนื่องจากนายอุทัยได้ฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ก็ถือได้ว่า นายอุทัยเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายฐานเป็นผู้ไม่สมควร ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ทรัพย์ซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายจะต้องแบ่งแก่นายอุทัยครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรสก่อน และส่วนของนายอุทัยจะตกเป็นมรดกของนายอุทัยต่อไป ผู้ร้องก็มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ จึงเห็นสมควรถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่ปรากฏข้อเสื่อมเสียและมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1618/2544
primary_red_case_no
พ2418/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000462.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.110/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554