ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2555
กรมสรรพากร
โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ธรรมนุรักษ์ก่อสร้าง
(ที่ถูกห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ธรรมานุรักษ์ก่อสร้าง)
กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 744
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246
ป.รัษฎากร มาตรา 26, มาตรา 67 ตรี, มาตรา 89 (2), มาตรา 89 (3), มาตรา 89 (4), มาตรา 89 (8), มาตรา 89 (9), มาตรา 89 (10)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29
แม้โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี หลังจากรู้ว่า ก. ตายก็ตาม แต่โจทก์ผู้รับจำนองยังสามารถใช้สิทธิบังคับจำนองได้ เพราะเหตุดังกล่าวไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามที่ระบุไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 744
ป.รัษฎากร มาตรา 67 ตรี ได้กำหนดบทลงโทษให้ผู้เสียภาษีชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 26 อีก
บทบัญญัติใน ป.รัษฎากร มาตรา 89 มิได้มุ่งหมายให้ลงโทษผู้กระทำผิดเรียงตามอนุมาตราไป แต่มุ่งหมายให้ลงโทษตามอนุมาตราที่กำหนดเบี้ยปรับสูงสุดเพียงอนุมาตราเดียว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) (3) (4) หรือ (10) เพียงอนุมาตราเดียวซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับได้สูงสุด
สำหรับกรณีเบี้ยปรับตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89 (8) และ (9) ทั้งสองกรณี เป็นการเสียเบี้ยปรับที่สามารถแยกจากบทบัญญัติตามมาตรา 89 (2) (3) (4) (10) ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) หรือ (9) อีกฐานหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับรับผิดชำระเงินจำนวน 4,787,297.75 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกชำระเงินจำนวน 700,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มจากกองมรดกของนางกลม หากไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2766 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 700,000 บาท ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงินจำนวน 352,862 บาท หากไม่ชำระขอให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3162 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จำนวน 352,862 บาท พร้อมเงินเพิ่มให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,787,297.75 บาท โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 352,862 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3162 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกลม ให้ชำระหนี้ตามที่นางกลมได้จำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ไว้เกิน 1 ปี หลังจากรู้ว่านางกลมถึงแก่ความตายก็ตาม แต่โจทก์ผู้รับจำนองยังสามารถใช้สิทธิบังคับให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ชำระหนี้โจทก์เอาจากทรัพย์สินที่นางกลมนำมาจำนองได้ เพราะเหตุดังกล่าวไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ขาดอายุความ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี ดังนั้น ตามบทบัญญัติดังกล่าวถือได้ว่าการไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 67 ทวิ นี้ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 26 อีก การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย
การเสียเบี้ยปรับตาม มาตรา 89 (10) เนื่องจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดตามมาตรา 87/1 หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้อง ส่วนเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี สำหรับเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือนำส่งคลาดเคลื่อน และเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป ตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นเป็นกรณีที่กฎหมายเรียกเก็บเบี้ยปรับจากฐานภาษีเดียวกัน เห็นได้ว่า บทบัญญัติในประมวลรัษฎากร มาตรา 89 มิได้มุ่งหมายให้ลงโทษผู้กระทำผิดเรียงตามอนุมาตราไป แต่มุ่งหมายให้ลงโทษตามอนุมาตราที่กำหนดเบี้ยปรับสูงสุดเพียงอนุมาตราเดียว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) (3) (4) หรือ (10) เพียงอนุมาตราเดียว ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับได้สูงสุด สำหรับกรณีเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายไว้ตามที่กฎหมายกำหนด ให้เสียเบี้ยปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี และกรณีเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (9) เป็นกรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้เก็บใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อที่ใช้เครดิตภาษีในการคำนวณภาษีไว้ตามที่กฎหมายกำหนด ให้เสียเบี้ยปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีที่นำมาเครดิต ทั้งสองกรณีเป็นการเสียเบี้ยปรับที่สามารถแยกจากบทบัญญัติตามมาตรา 89 (2) (3) (4) และ (10) ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) หรือ (9) อีกฐานหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 10400100/02/100042 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2541 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 โดยให้เพิกถอนเฉพาะการเรียกเก็บเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 26 จำนวน 339,157.95 บาท และแก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน 2538 สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน พฤศจิกายน 2539 โดยให้โจทก์เรียกเก็บเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (2) (3) (4) หรือ (10) เพียงอนุมาตราเดียวซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับได้สูงสุด นอกเหนือจากเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (8) หรือ (9) โดยให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกลมร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนไม่เกิน 700,000 บาท สำหรับหนี้ค่าภาษีอากรตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีสิงหาคมและกันยายน 2539 หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2766 ตำบลโคกสำราญ กิ่งอำเภอบ้านแฮด (บ้านไผ่) จังหวัดขอนแก่น ของนางกลมออกขายทอดตลาด โดยหากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดจำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
(วีระพล ตั้งสุวรรณ-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ไมตรี ศรีอรุณ)
ศาลภาษีอากรกลาง - นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
ภาษีอากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.97/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ129/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ61/2551
หมายเหตุ