คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20388/2555 ฉบับเต็ม

#532979
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20388/2555 พนักงานอัยการจังหวัดไชยา โจทก์ นายพินิตหรือพินิจ ห้าวหาญ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ป.อ. มาตรา 391 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อจำเลยใช้กำลังทำร้ายดาบตำรวจ ว. แต่ไม่เป็นเหตุให้ดาบตำรวจ ว. ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 371, 32, 91 ริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนฯ และพาอาวุธปืนฯ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140 วรรคสาม, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายบทมาตราเดียวกัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 10 เดือน ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 3 เดือน ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 12 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนให้จำคุก 8 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมจำคุกจำเลย 3 ปี 7 เดือน ยกฟ้องข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าดาบตำรวจวัฒนาเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากแล้ว ไม่มีพยานปากใดเบิกความว่าในวันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสมบัติแต่งเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ คงมีแต่บันทึกการจับกุมเท่านั้นที่มีข้อความว่าพันตำรวจตรีสมบัติแต่งเครื่องแบบข้าราชการ ซึ่งไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังเป็นยุติเช่นนั้นได้ ส่วนรถที่พยานโจทก์ทั้งสามปากใช้เป็นยานพาหนะแล่นติดตามจำเลยไปได้ความว่าพันตำรวจตรีสมบัติกับดาบตำรวจวัฒนานั่งรถยนต์ส่วนตัวของดาบตำรวจวัฒนา ส่วนพันตำรวจตรีเสวียนจะนั่งรถคันใดไปยังไม่ได้ความชัด เพราะพันตำรวจตรีเสวียนไม่ได้เบิกความเลยว่ารถที่พยานนั่งไปเป็นรถชนิดใด คงมีแต่คำเบิกความของดาบตำรวจวัฒนาที่ระบุว่ารถยนต์ที่พันตำรวจตรีเสวียนนั่งไปเป็นรถยนต์ของทางราชการ แต่ถ้อยคำของดาบตำรวจวัฒนาในเรื่องนี้มีใจความขัดแย้งกับพันตำรวจตรีสมบัติอย่างเห็นได้ชัด เพราะพันตำรวจตรีสมบัติเบิกความว่าพันตำรวจตรีเสวียนนั่งรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยไป ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าพันตำรวจตรีเสวียนไม่ได้นั่งไปในรถยนต์ของทางราชการ ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยรู้ดีว่าผู้ที่กำลังไล่ตามจำเลยไปเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางดาบตำรวจวัฒนา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่การที่จำเลยชกต่อยดาบตำรวจวัฒนาเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดลหุโทษ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่เห็นได้ว่าความผิดที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยใช้กำลังทำร้ายดาบตำรวจวัฒนา แต่ไม่เป็นเหตุให้ดาบตำรวจวัฒนาได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงปรับ 750 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (กำพล ภู่สุดแสวง-ปดารณี ลัดพลี-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์) ศาลจังหวัดไชยา - นายเกรียงศักดิ์ รอดพันธ์ชู ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1170/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ610/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ466/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532979
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดไชยา",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ รอดพันธ์ชู"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982922"
    }
}
date
2555
deka_no
20388/2555
deka_running_no
20388
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคท้าย"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 391"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดไชยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพินิตหรือพินิจ ห้าวหาญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 371, 32, 91 ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนฯ และพาอาวุธปืนฯ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140 วรรคสาม, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายบทมาตราเดียวกัน ให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 10 เดือน ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 3 เดือน ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนให้จำคุก 8 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมจำคุกจำเลย 3 ปี 7 เดือน ยกฟ้องข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยรู้หรือไม่ว่าดาบตำรวจวัฒนาเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากแล้ว ไม่มีพยานปากใดเบิกความว่าในวันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสมบัติแต่งเครื่องแบบข้าราชการตำรวจ คงมีแต่บันทึกการจับกุมเท่านั้นที่มีข้อความว่าพันตำรวจตรีสมบัติแต่งเครื่องแบบข้าราชการ ซึ่งไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังเป็นยุติเช่นนั้นได้ ส่วนรถที่พยานโจทก์ทั้งสามปากใช้เป็นยานพาหนะแล่นติดตามจำเลยไปได้ความว่าพันตำรวจตรีสมบัติกับดาบตำรวจวัฒนานั่งรถยนต์ส่วนตัวของดาบตำรวจวัฒนา ส่วนพันตำรวจตรีเสวียนจะนั่งรถคันใดไปยังไม่ได้ความชัด เพราะพันตำรวจตรีเสวียนไม่ได้เบิกความเลยว่ารถที่พยานนั่งไปเป็นรถชนิดใด คงมีแต่คำเบิกความของดาบตำรวจวัฒนาที่ระบุว่ารถยนต์ที่พันตำรวจตรีเสวียนนั่งไปเป็นรถยนต์ของทางราชการ แต่ถ้อยคำของดาบตำรวจวัฒนาในเรื่องนี้มีใจความขัดแย้งกับพันตำรวจตรีสมบัติอย่างเห็นได้ชัด เพราะพันตำรวจตรีสมบัติเบิกความว่าพันตำรวจตรีเสวียนนั่งรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยไป ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าพันตำรวจตรีเสวียนไม่ได้นั่งไปในรถยนต์ของทางราชการ ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยรู้ดีว่าผู้ที่กำลังไล่ตามจำเลยไปเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางดาบตำรวจวัฒนา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่การที่จำเลยชกต่อยดาบตำรวจวัฒนาเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดลหุโทษ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย แต่เห็นได้ว่าความผิดที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยใช้กำลังทำร้ายดาบตำรวจวัฒนา แต่ไม่เป็นเหตุให้ดาบตำรวจวัฒนาได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงปรับ 750 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ610/2551
primary_red_case_no
อ466/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000384.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1170/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555