คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8980/2555 ฉบับเต็ม

#532980
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8980/2555 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ นายมีโชค แป้นแก้ว โจทก์ร่วม นายอนุชา หมีทอง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 120, มาตรา 121 แม้โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ยักยอกรถนั้นไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผู้ลงชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จะเป็นผู้มีอำนาจลงชื่อหรือเป็นเจ้าของรถที่แท้จริงหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจมีข้อความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลลบล้างการที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำบันทึกและหลักฐานการรับคำร้องทุกข์มานำสืบ แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จริง กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายมีโชค ซึ่งเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากนายวุฒิกร ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทหมายเลขทะเบียน ป - 6946 นครสวรรค์ โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับนายวุฒิกร ในราคา 258,000 บาท ในระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อมีผู้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ร่วมและยังไม่นำมาคืน ต่อมาโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกรถ ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถจึงไม่เป็นผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม การมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ยักยอกรถนั้นไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผู้ลงชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จะเป็นผู้มีอำนาจลงชื่อหรือเป็นเจ้าของรถที่แท้จริงหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจมีข้อความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลลบล้างการที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำบันทึกหรือหลักฐานการรับคำร้องทุกข์มานำสืบ แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จริง กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่วินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยยักยอกรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไป ส่วนเหตุการณ์หลังจากจำเลยยืมรถยนต์พิพาทไปแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีดาบตำรวจชลอ จ่าสิบตำรวจฉลอง และสิบตำรวจโทราชสิทธิ์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยเป็นผู้พาโจทก์ร่วมและพยานทั้งสามไปติดตามหารถยนต์พิพาท จำเลยบอกว่านำรถยนต์พิพาทไปแลกกับยาเสพติดให้โทษในราคา 50,000 บาท และหลังกลับจากหมู่บ้านทับเบิกแล้ว จำเลยหลบหนีไป พยานทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียในคดีหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าพยานทั้งสามเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยบอกเล่าเรื่องการนำรถยนต์พิพาทไปแลกกับยาเสพติดให้โทษจริง ซึ่งหากโจทก์ร่วมขายรถยนต์พิพาทให้นายสุนทรจริง จำเลยก็น่าจะพูดให้พยานทั้งสามฟัง เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ในตอนแรกอ้างต่อโจทก์ร่วมว่ารถยนต์พิพาทจมน้ำ แต่ต่อมาก็พาโจทก์ร่วมไปตามหารถยนต์พิพาทตามที่ต่าง ๆ หลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการนำรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไป ที่จำเลยอ้างว่าหากจำเลยมีเจตนายักยอกรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วม จำเลยก็น่าจะหลบหนีไป แต่กลับพาโจทก์ร่วมไปตามหารถยนต์พิพาท อาจเป็นเพราะจำเลยคิดว่าตนเป็นเพื่อนสนิทกับโจทก์ร่วม หากนำรถยนต์พิพาทคืนได้ ก็จะไม่ถูกดำเนินคดีก็เป็นได้ เพราะในตอนแรกโจทก์ร่วมประสงค์จะได้รถยนต์พิพาทคืนเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเสมอไป แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ร่วมยืนยันว่าหลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไปและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอขาณุวรลักษบุรีจับจำเลยได้ ซึ่งจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยถูกควบคุมตัว ซึ่งบันทึกการจับกุมระบุว่า เป็นการจับกุมตามหมายจับ มิใช่เป็นการมอบตัว ที่จำเลยอ้างว่าเข้ามอบตัวเองจึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนเหตุผลข้ออื่นนอกจากนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไปแล้วเบียดบังเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อาวุธ ปั้นปรีชา-พฤษภา พนมยันตร์-อธิป จิตต์สำเริง) ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายเกรียงไกร จรรยามั่น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายรังสรรค์ ดวงพัตรา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1196/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2763/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1120/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532980
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครสวรรค์",
        "judge": "นายเกรียงไกร จรรยามั่น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายรังสรรค์ ดวงพัตรา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985886"
    }
}
date
2555
deka_no
8980/2555
deka_running_no
8980
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "อาวุธ ปั้นปรีชา",
    "พฤษภา พนมยันตร์",
    "อธิป จิตต์สำเริง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 120",
            "ม. 121"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายมีโชค แป้นแก้ว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนุชา หมีทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายมีโชค ซึ่งเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากนายวุฒิกร ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทหมายเลขทะเบียน ป - 6946 นครสวรรค์ โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับนายวุฒิกร ในราคา 258,000 บาท ในระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อมีผู้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ร่วมและยังไม่นำมาคืน ต่อมาโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกรถ ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถจึงไม่เป็นผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม การมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ยักยอกรถนั้นไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ และการที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ก็ถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผู้ลงชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จะเป็นผู้มีอำนาจลงชื่อหรือเป็นเจ้าของรถที่แท้จริงหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจมีข้อความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลลบล้างการที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำบันทึกหรือหลักฐานการรับคำร้องทุกข์มานำสืบ แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จริง กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่วินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยยักยอกรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไป ส่วนเหตุการณ์หลังจากจำเลยยืมรถยนต์พิพาทไปแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีดาบตำรวจชลอ จ่าสิบตำรวจฉลอง และสิบตำรวจโทราชสิทธิ์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยเป็นผู้พาโจทก์ร่วมและพยานทั้งสามไปติดตามหารถยนต์พิพาท จำเลยบอกว่านำรถยนต์พิพาทไปแลกกับยาเสพติดให้โทษในราคา 50,000 บาท และหลังกลับจากหมู่บ้านทับเบิกแล้ว จำเลยหลบหนีไป พยานทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียในคดีหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าพยานทั้งสามเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยบอกเล่าเรื่องการนำรถยนต์พิพาทไปแลกกับยาเสพติดให้โทษจริง ซึ่งหากโจทก์ร่วมขายรถยนต์พิพาทให้นายสุนทรจริง จำเลยก็น่าจะพูดให้พยานทั้งสามฟัง เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ในตอนแรกอ้างต่อโจทก์ร่วมว่ารถยนต์พิพาทจมน้ำ แต่ต่อมาก็พาโจทก์ร่วมไปตามหารถยนต์พิพาทตามที่ต่าง ๆ หลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการนำรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไป ที่จำเลยอ้างว่าหากจำเลยมีเจตนายักยอกรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วม จำเลยก็น่าจะหลบหนีไป แต่กลับพาโจทก์ร่วมไปตามหารถยนต์พิพาท อาจเป็นเพราะจำเลยคิดว่าตนเป็นเพื่อนสนิทกับโจทก์ร่วม หากนำรถยนต์พิพาทคืนได้ ก็จะไม่ถูกดำเนินคดีก็เป็นได้ เพราะในตอนแรกโจทก์ร่วมประสงค์จะได้รถยนต์พิพาทคืนเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเสมอไป แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ร่วมยืนยันว่าหลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไปและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอขาณุวรลักษบุรีจับจำเลยได้ ซึ่งจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยถูกควบคุมตัว ซึ่งบันทึกการจับกุมระบุว่า เป็นการจับกุมตามหมายจับ มิใช่เป็นการมอบตัว ที่จำเลยอ้างว่าเข้ามอบตัวเองจึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนเหตุผลข้ออื่นนอกจากนี้เป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไปแล้วเบียดบังเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2763/2541
primary_red_case_no
อ1120/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000410.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1196/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555