คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2555 ฉบับเต็ม

#532983
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสรณ์ศิริหรือธีร์บุษย์กจร ก้อนคำ จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91 พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี เมื่อผู้กระทำมีเจตนาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยไม่จำต้องได้เงินจากผู้ถูกหลอกลวงจนครบตามจำนวนที่หลอกลวงและไม่จำต้องมีการส่งคนหางานไปทำงานยังต่างประเทศ ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 พร้อมกันในคราวเดียวกัน แม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 แต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยคนละคราวกันหรือไม่ ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียวไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงเกินกว่า 5 ปี ขึ้นไป โจทก์จึงต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำให้การของผู้เสียหายทั้งห้าที่ให้การต่อนักวิชาการแรงงานว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าว่าสามารถหางานให้ผู้เสียหายทั้งห้าไปทำงานต่างประเทศได้โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ จึงไม่พอฟังลงโทษจำเลย ทั้งเงินที่จำเลยได้ไปจากผู้เสียหายทั้งห้าก็เป็นเงินค่าใช้จ่ายที่ผู้เสียหายทั้งห้าจะต้องเสียอยู่แล้วสำหรับทุกคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศโดยจำเลยไม่ได้รับประโยชน์จากเงินจำนวนดังกล่าว การกระทำของจำเลยขาดเจตนาทุจริตนั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมิใช่ข้อหาความผิดตามที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้นที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ได้เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยยังไม่ได้รับเงินจากผู้เสียหายอีกคนละ 40,000 บาท ผู้เสียหายทั้งห้ายังไม่ได้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศตามที่จำเลยหลอกลวง การกระทำของจำเลยจึงอยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษ..."จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เมื่อผู้กระทำมีเจตนาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดสำเร็จตามบทบัญญัตินี้แล้ว โดยไม่จำต้องได้เงินจากผู้ถูกหลอกลวงจนครบตามจำนวนที่หลอกลวงและไม่จำต้องมีการส่งคนหางานไปทำงานยังต่างประเทศดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด และฎีกาข้อกฎหมายต่อว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกันคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวัน ดังนั้น แม้จำเลยจะหลอกลวงผู้เสียหายต่างคนกัน แต่เมื่อเป็นการหลอกลวงในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยในวันดังกล่าวที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นกรรมเดียว แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเป็นสองกรรม จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 พร้อมกันในคราวเดียวกัน แม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 แต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยคนละคราวกันหรือไม่ ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งห้าจนเป็นที่พอใจและผู้เสียหายทั้งห้าไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวก็ตาม แต่การที่จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าซึ่งเป็นคนยากไร้ต่อเนื่องกันหลายคน การกระทำของจำเลยสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 4 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (พิทยา บุญชู-พินิจ สายสอาด-วิทยา วีระประจักษ์) ศาลอาญา - นายวชิระ โฆษิตวัฒนะกุล ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย โอภาพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1737/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2935/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1033/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532983
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายวชิระ โฆษิตวัฒนะกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายอำนวย โอภาพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081986326"
    }
}
date
2555
deka_no
7238/2555
deka_running_no
7238
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "พิทยา บุญชู",
    "พินิจ สายสอาด",
    "วิทยา วีระประจักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 91 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสรณ์ศิริหรือธีร์บุษย์กจร ก้อนคำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงเกินกว่า 5 ปี ขึ้นไป โจทก์จึงต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำให้การของผู้เสียหายทั้งห้าที่ให้การต่อนักวิชาการแรงงานว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าว่าสามารถหางานให้ผู้เสียหายทั้งห้าไปทำงานต่างประเทศได้โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบ จึงไม่พอฟังลงโทษจำเลย ทั้งเงินที่จำเลยได้ไปจากผู้เสียหายทั้งห้าก็เป็นเงินค่าใช้จ่ายที่ผู้เสียหายทั้งห้าจะต้องเสียอยู่แล้วสำหรับทุกคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศโดยจำเลยไม่ได้รับประโยชน์จากเงินจำนวนดังกล่าว การกระทำของจำเลยขาดเจตนาทุจริตนั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมิใช่ข้อหาความผิดตามที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้นที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นไม่ได้เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยยังไม่ได้รับเงินจากผู้เสียหายอีกคนละ 40,000 บาท ผู้เสียหายทั้งห้ายังไม่ได้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศตามที่จำเลยหลอกลวง การกระทำของจำเลยจึงอยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษ..."จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เมื่อผู้กระทำมีเจตนาหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงก็เป็นความผิดสำเร็จตามบทบัญญัตินี้แล้ว โดยไม่จำต้องได้เงินจากผู้ถูกหลอกลวงจนครบตามจำนวนที่หลอกลวงและไม่จำต้องมีการส่งคนหางานไปทำงานยังต่างประเทศดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด และฎีกาข้อกฎหมายต่อว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกันคือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวัน ดังนั้น แม้จำเลยจะหลอกลวงผู้เสียหายต่างคนกัน แต่เมื่อเป็นการหลอกลวงในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยในวันดังกล่าวที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นกรรมเดียว แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเป็นสองกรรม จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 ในวันเดียวกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 พร้อมกันในคราวเดียวกัน แม้ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 แต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยคนละคราวกันหรือไม่ ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งห้าจนเป็นที่พอใจและผู้เสียหายทั้งห้าไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวก็ตาม แต่การที่จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งห้าซึ่งเป็นคนยากไร้ต่อเนื่องกันหลายคน การกระทำของจำเลยสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 4 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2935/2552
primary_red_case_no
อ1033/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000414.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1737/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555