คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15358/2555 ฉบับเต็ม

#532984
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15358/2555 นายอรรณพ หอมตระกูล โจทก์ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 157, มาตรา 200 ป.วิ.อ. มาตรา 220 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึง 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกัน แต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าคดีของโจทก์มีมูลและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 มา จึงเป็นการไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 และ 200 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ปรากฏการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการกระทำเพื่อเป็นการกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ฟ้องโจทก์ระบุเหตุเกิดที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลาและแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้เกิดในเขตกรุงเทพมหานคร การรับไว้ไม่เป็นการสะดวกต่อการพิจารณา เนื่องจากพยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส จึงไม่รับฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คดีของโจทก์มีมูลและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ สำหรับจำเลยทั้งแปด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพราะต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่ให้รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกัน แต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของโจทก์ (กรองเกียรติ คมสัน-อิสสระ นิ่มละมัย-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์) ศาลอาญา - นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์ ศาลอุทธรณ์ - นายชวลิต ยงพาณิชย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1747/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2295/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2423/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
532984
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชวลิต ยงพาณิชย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983963"
    }
}
date
2555
deka_no
15358/2555
deka_running_no
15358
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "อิสสระ นิ่มละมัย",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157",
            "ม. 200"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 220"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอรรณพ หอมตระกูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 และ 200

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ปรากฏการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการกระทำเพื่อเป็นการกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ฟ้องโจทก์ระบุเหตุเกิดที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลาและแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้เกิดในเขตกรุงเทพมหานคร การรับไว้ไม่เป็นการสะดวกต่อการพิจารณา เนื่องจากพยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส จึงไม่รับฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คดีของโจทก์มีมูลและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ สำหรับจำเลยทั้งแปด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพราะต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่ให้รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกัน แต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2295/2553
primary_red_case_no
อ2423/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000393.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1747/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555