ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14660/2555
พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
โจทก์
นายเชิด การินตา กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 บัญญัติว่า "กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงหาใช่บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าวไม่ ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าวอย่างใด จึงไม่อาจเพิ่มโทษตามบทกฎหมายดังกล่าวได้
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8, 10, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง รถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 8836 ลำปาง กระเป๋าหิ้ว 1 ใบ ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 15/2550 ของศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 10 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,000,000 บาท ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าของบทบัญญัติดังกล่าวได้อีก ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ซึ่งคงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นจำคุก 50 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 25 ปี และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500,000 บาท ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 500,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง รถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 8836 ลำปาง กระเป๋าหิ้ว 1 ใบ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 15/2550 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากศาลตัดสินจำคุกจำเลยที่ 4 ตลอดชีวิต จึงไม่นับโทษต่อให้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก
จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ไม่ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 8836 ลำปาง ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 1,770 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสี่เบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานไปชี้บ้านของจำเลยที่ 4 กับโจทก์มีบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 4 นำมาขายให้แก่สายลับ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพนักงานสอบสวนไปชี้บ้านของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า มีลักษณะเป็นคำซัดทอดในระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 4 ว่าที่เจ้าพนักงานตำรวจนำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปบ้านของจำเลยที่ 4 นั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักบ้านของจำเลยที่ 4 มาก่อน นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 4 ก็ไม่พบยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใดทั้งจำเลยที่ 4 ก็ให้การปฏิเสธในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ตลอดจนชั้นพิจารณาของศาล พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 บัญญัติว่า "กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงหาใช่บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าวไม่ ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าวอย่างใด ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามกฎหมายมาตราดังกล่าวด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไขจึงเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
(สิริรัตน์ จันทรา-ธนฤกษ์ นิติเศรณี-สมยศ เข็มทอง)
ศาลจังหวัดลำปาง - นายชัยฤกษ์ หิมพานต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2737/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ247/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ800/2551
หมายเหตุ