คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13654/2555 ฉบับเต็ม

#533014
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13654/2555 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์ นายสมควร ศรีสม กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 9 ตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก, 289 (2), 289 (3), 80 ประกอบมาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 9 ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 9 ถอนอุทธรณ์จึงไม่เป็นผลให้คดีของจำเลยที่ 9 ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 129/2549 ให้จำเลยที่ 9 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟัง จึงไม่ชอบ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนลงโทษจำเลยที่ 9 ตามศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 9 จึงเป็นที่สุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 จึงชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 9 จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ซึ่งออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 9 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก, 289 (2), 289 (3), 80 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานในการกระทำการตามหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 9 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 9 ตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยที่ 9 อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตและศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 129/2549 ให้จำเลยที่ 9 ระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง โดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 9 มิได้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 138/2550 ให้จำเลยที่ 9 ใหม่ ระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟัง และยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับเดิม จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับที่ 138/2550 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 และยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับที่ 129/2549 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ไม่ถูกต้อง ทำให้จำเลยที่ 9 เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 ขอให้ยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 และให้ใช้หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ออกโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลง ยกคำร้อง จำเลยที่ 9 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 9 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 138/2550 โดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 9 ตลอดชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 9 ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยที่ 9 ถอนอุทธรณ์จึงไม่เป็นผลให้คดีของจำเลยที่ 9 ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 129/2549 ให้จำเลยที่ 9 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟัง จึงไม่ชอบ เมื่อต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนลงโทษจำเลยที่ 9 ตามศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 9 จึงเป็นที่สุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 จึงชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 9 จะได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ซึ่งออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 9 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-พศวัจณ์ กนกนาก) ศาลจังหวัดลพบุรี - นายสันติ เจียรละมุน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพลศักดิ์ พฤษฎาจันทร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6165/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1381/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ865/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
533014
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลพบุรี",
        "judge": "นายสันติ เจียรละมุน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายพลศักดิ์ พฤษฎาจันทร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984530"
    }
}
date
2555
deka_no
13654/2555
deka_running_no
13654
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "พศวัจณ์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 245 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมควร ศรีสม กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 9 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคแรก, 289 (2), 289 (3), 80 ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานในการกระทำการตามหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 9 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 9 ตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยที่ 9 อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตและศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 129/2549 ให้จำเลยที่ 9 ระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง โดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 9 มิได้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 138/2550 ให้จำเลยที่ 9 ใหม่ ระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟัง และยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับเดิม

จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับที่ 138/2550 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 และยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับที่ 129/2549 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ไม่ถูกต้อง ทำให้จำเลยที่ 9 เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 ขอให้ยกเลิกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 และให้ใช้หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2549

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ออกโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลง ยกคำร้อง

จำเลยที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 138/2550 โดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 9 ตลอดชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 9 ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยที่ 9 ถอนอุทธรณ์จึงไม่เป็นผลให้คดีของจำเลยที่ 9 ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 129/2549 ให้จำเลยที่ 9 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่อ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟัง จึงไม่ชอบ เมื่อต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนลงโทษจำเลยที่ 9 ตามศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 9 จึงเป็นที่สุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 9 ฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 จึงชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 9 จะได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2549 ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ซึ่งออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1381/2542
primary_red_case_no
อ865/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000398.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6165/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555