คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17738/2555 ฉบับเต็ม

#537952
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17738/2555 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสมยงค์ พลเวียง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 193/34 (7) โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากบันทึกข้อตกลงในการรับบัตรเครดิต เนื่องจากผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์หรือบัตรเครดิตที่ร่วมกับบริษัทอื่นหรือสถาบันอื่นออกบัตรเครดิตภายใต้ข้อตกลงร่วมกับโจทก์ ได้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการแก่จำเลยแทนการชำระเงิน และจำเลยได้นำบัตรเครดิตของลูกค้ารูดผ่านเครื่องบันทึกข้อมูลแล้วส่งข้อมูลการขายให้โจทก์เพื่อขอรับเงินค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตได้ เนื่องจากจำเลยไม่นำส่งใบบันทึกค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน กรณีจึงไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) เมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 31,702.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.50 บาท ต่อปี ในต้นเงิน 23,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากบันทึกข้อตกลงในการรับบัตรเครดิต เนื่องจากผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์หรือบัตรเครดิตที่ร่วมกับบริษัทอื่นหรือสถาบันอื่นออกบัตรเครดิตภายใต้ข้อตกลงร่วมกับโจทก์ได้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการแก่จำเลยแทนการชำระเงินสด และจำเลยได้นำบัตรเครดิตของลูกค้ารูดบัตรผ่านเครื่องบันทึกข้อมูลแล้วส่งข้อมูลการขายให้โจทก์เพื่อขอรับเงินค่าสินค้าหรือบริการจากโจทก์ โดยโจทก์ได้โอนเงินค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตได้ เนื่องจากจำเลยไม่นำส่งใบบันทึกค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน กรณีจึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 และนำยอดเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มาหักจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 เมื่อหักทอนบัญชีกันปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 24,423.86 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามจากจำเลย โดยกำหนดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 อายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 เป็นต้นไปโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย ซึ่งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความได้ เพราะคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1) พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นพิจารณารวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ (วรงค์พร จิระภาค-วิรุฬห์ แสงเทียน-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี) ศาลแขวงนนทบุรี - นายอำพล ใจแผ้ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1593/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ165/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3101/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
537952
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นายอำพล ใจแผ้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983505"
    }
}
date
2555
deka_no
17738/2555
deka_running_no
17738
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "วรงค์พร จิระภาค",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 193/34 (7)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมยงค์ พลเวียง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 31,702.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.50 บาท ต่อปี ในต้นเงิน 23,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากบันทึกข้อตกลงในการรับบัตรเครดิต เนื่องจากผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์หรือบัตรเครดิตที่ร่วมกับบริษัทอื่นหรือสถาบันอื่นออกบัตรเครดิตภายใต้ข้อตกลงร่วมกับโจทก์ได้ใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการแก่จำเลยแทนการชำระเงินสด และจำเลยได้นำบัตรเครดิตของลูกค้ารูดบัตรผ่านเครื่องบันทึกข้อมูลแล้วส่งข้อมูลการขายให้โจทก์เพื่อขอรับเงินค่าสินค้าหรือบริการจากโจทก์ โดยโจทก์ได้โอนเงินค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตได้ เนื่องจากจำเลยไม่นำส่งใบบันทึกค่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน กรณีจึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานต่าง ๆ ฟ้องเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์นำเงินเข้าบัญชีของจำเลยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2548 และนำยอดเงินตามหลักฐานการใช้บัตรเครดิตแทนการชำระเงินสดที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้มาหักจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ของจำเลยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 เมื่อหักทอนบัญชีกันปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 24,423.86 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามจากจำเลย โดยกำหนดให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 อายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 เป็นต้นไปโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย ซึ่งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความได้ เพราะคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวที่ยังไม่ได้วินิจฉัยใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นพิจารณารวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
พ165/2553
primary_red_case_no
พ3101/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000389.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1593/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555