คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2202/2554 ฉบับเต็ม

#537960
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2202/2554 บริษัทพี.เอ.เอส.อิเลคทริค จำกัด โจทก์ บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้อง บริษัทเอ็มไอซี. คอนสตรัคชั่น จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 21, มาตรา 296, มาตรา 312 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดเงินประกันผลงานของจำเลยไปยังผู้ร้อง ผู้ร้องได้มีหนังสือปฏิเสธการส่งเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ได้มีการหักเงินประกันผลงานไปแล้วและไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้ ถือว่าเป็นการปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงต้องไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องยังมีหนี้ต้องชำระแก่จำเลยอยู่หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนเสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง เนื่องจากผู้ร้องไม่ส่งเงินประกันผลงานของจำเลยตามคำสั่งอายัด และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องที่มีต่อสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยไม่มีเงินประกันผลงานเหลืออยู่กับผู้ร้องและผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว การออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องเป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการบังคับคดีผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง จำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 และคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีไปยังสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิเรียกร้องต่อบุคคล ภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 310 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดและจำหน่ายไปตามที่บัญญัติไว้ในห้ามาตราต่อไปนี้ และคดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำแถลง ลงวันที่ 16 กันยายน 2545 ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินประกันผลงานของบริษัทจำเลยเพื่อเอาชำระหนี้แก่โจทก์จากบริษัทผู้ร้อง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องไปเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4,604,989 บาท และบริษัทผู้ร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 แจ้งว่าเงินประกันผลงาน ณ วันที่บริษัทได้รับหนังสือแจ้งอายัดมีเงินเหลืออยู่เพียง 600,000 บาทเศษ และผู้ร้องได้จัดส่งเงินดังกล่าวเข้าไปในคดีหมายเลขแดงที่ 113/2545 ระหว่างบริษัทกิตติพงษ์ไมน์นิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทเอ็มไอซี. คอนสตรัคชั่น จำกัด จำเลย ก่อนหน้านั้นแล้ว จึงไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้ท่านได้อีก แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งผู้ร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2545 ว่า ได้ส่งเงินที่เหลือจากการหักเงินประกันผลงานของบริษัทจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 113/2545 แล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าบุคคลภายนอกที่ได้รับคำสั่งอายัดทรัพย์ปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตน ศาลอาจทำการไต่สวน และ (1) ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่าหนี้ที่เรียกร้องนั้นมีอยู่จริง ก็ให้มีคำสั่งให้บุคคลภายนอกปฏิบัติตามคำสั่งอายัด ดังนั้น การที่ผู้ร้องได้มีหนังสือปฏิเสธการส่งเงินตามที่ได้แจ้งอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยเหตุผลว่าได้มีการหักเงินประกันผลงานไปแล้ว และไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี จึงถือว่าเป็นการปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นจึงต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องยังมีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยอยู่หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนเสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์ฎีกาว่าได้มีการส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องอีกครั้งและผู้ร้องได้รับแล้วในภายหลัง ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีได้ เพราะเหตุผู้ร้องได้โต้แย้งปฏิเสธการชำระหนี้ตามที่ได้อายัดไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ (โสภณ โรจน์อนนท์-ศุภชัย สมเจริญ-กรองเกียรติ คมสัน) ศาลแพ่งธนบุรี - นายอัมพร แสงสุวรรณนุกูล ศาลอุทธรณ์ - นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2066/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ส329/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ส175/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
537960
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายอัมพร แสงสุวรรณนุกูล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081991032"
    }
}
date
2554
deka_no
2202/2554
deka_running_no
2202
deka_year
2554
department
แผนก
judges
[
    "โสภณ โรจน์อนนท์",
    "ศุภชัย สมเจริญ",
    "กรองเกียรติ คมสัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 21",
            "ม. 296",
            "ม. 312"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทพี.เอ.เอส.อิเลคทริค จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทรวมนครก่อสร้าง (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเอ็มไอซี. คอนสตรัคชั่น จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง เนื่องจากผู้ร้องไม่ส่งเงินประกันผลงานของจำเลยตามคำสั่งอายัด และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องที่มีต่อสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยไม่มีเงินประกันผลงานเหลืออยู่กับผู้ร้องและผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว การออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องเป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการบังคับคดีผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้องชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 และคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีไปยังสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิเรียกร้องต่อบุคคล ภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 310 ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดและจำหน่ายไปตามที่บัญญัติไว้ในห้ามาตราต่อไปนี้ และคดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำแถลง ลงวันที่ 16 กันยายน 2545 ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินประกันผลงานของบริษัทจำเลยเพื่อเอาชำระหนี้แก่โจทก์จากบริษัทผู้ร้อง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องไปเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4,604,989 บาท และบริษัทผู้ร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 แจ้งว่าเงินประกันผลงาน ณ วันที่บริษัทได้รับหนังสือแจ้งอายัดมีเงินเหลืออยู่เพียง 600,000 บาทเศษ และผู้ร้องได้จัดส่งเงินดังกล่าวเข้าไปในคดีหมายเลขแดงที่ 113/2545 ระหว่างบริษัทกิตติพงษ์ไมน์นิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทเอ็มไอซี. คอนสตรัคชั่น จำกัด จำเลย ก่อนหน้านั้นแล้ว จึงไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้ท่านได้อีก แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียังมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งผู้ร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2545 ว่า ได้ส่งเงินที่เหลือจากการหักเงินประกันผลงานของบริษัทจำเลยไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 113/2545 แล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าบุคคลภายนอกที่ได้รับคำสั่งอายัดทรัพย์ปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตน ศาลอาจทำการไต่สวน และ (1) ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่าหนี้ที่เรียกร้องนั้นมีอยู่จริง ก็ให้มีคำสั่งให้บุคคลภายนอกปฏิบัติตามคำสั่งอายัด ดังนั้น การที่ผู้ร้องได้มีหนังสือปฏิเสธการส่งเงินตามที่ได้แจ้งอายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยเหตุผลว่าได้มีการหักเงินประกันผลงานไปแล้ว และไม่มีเงินเหลือที่จะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี จึงถือว่าเป็นการปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นจึงต้องทำการไต่สวนให้ได้ความว่าผู้ร้องยังมีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยอยู่หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ร้องโดยไม่ได้ทำการไต่สวนเสียก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ แม้โจทก์ฎีกาว่าได้มีการส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องอีกครั้งและผู้ร้องได้รับแล้วในภายหลัง ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีได้ เพราะเหตุผู้ร้องได้โต้แย้งปฏิเสธการชำระหนี้ตามที่ได้อายัดไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ส329/2547
primary_red_case_no
ส175/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000455.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2066/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2554