คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2556 ฉบับเต็ม

#537981
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2556 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญทรัพย์พลาสติก โจทก์ บริษัทนงนุช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1), มาตรา 177 วรรคสาม, มาตรา 192 วรรคสี่ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, มาตรา 25 (4) แม้ฟ้องแย้งของจำเลยจะเกี่ยวกับฟ้องเดิม ซึ่งทำให้สามารถยื่นเข้ามาในคำให้การได้ แต่ฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นคำฟ้อง การเสนอคำฟ้องแย้ง จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะรับคดีไว้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) การจะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 192 วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่คดีได้นั้น จะต้องเป็นศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 244,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 230,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ แก้ไขคำการ และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 307,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินสามแสนบาท ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา จึงไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาชอบหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า แม้ฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท ซึ่งทำให้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม และตามเจตนารมณ์ในการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ ขึ้นใหม่ ก็เพื่อให้ศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีดังเช่นศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนคำฟ้องแย้งของจำเลยได้ เพื่อความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย เห็นว่า แม้ฟ้องแย้งของจำเลยจะเกี่ยวกับฟ้องเดิม ซึ่งทำให้จำเลยสามารถยื่นฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ก็ตาม แต่ฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ดังนั้น การเสนอคำฟ้องแย้งต่อศาลจึงต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) กล่าวคือ ศาลนั้นต้องมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องแย้งนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์ 307,500 บาท เกินกว่า 300,000 บาท จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น เป็นเรื่องวิธีพิจารณาคดีที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีมโนสาเร่ว่าจะดำเนินการพิจารณาคดีไปอย่างคดีสามัญหรืออย่างคดีมโนสาเร่อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศาลที่มีอำนาจสั่งให้นำวิธีพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่คดีได้ จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วรงค์พร จิระภาค-วิรุฬห์ แสงเทียน-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี) ศาลแขวงธนบุรี - นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต ศาลอุทธรณ์ - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.238/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม952/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม1087/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
537981
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงธนบุรี",
        "judge": "นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางจรรยา จีระเรืองรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982218"
    }
}
date
2556
deka_no
2541/2556
deka_running_no
2541
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วรงค์พร จิระภาค",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (1)",
            "ม. 177 วรรคสาม",
            "ม. 192 วรรคสี่"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 25 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญทรัพย์พลาสติก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทนงนุช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 244,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 230,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำการ และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 307,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินสามแสนบาท ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาชอบหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า แม้ฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาท ซึ่งทำให้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม และตามเจตนารมณ์ในการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ ขึ้นใหม่ ก็เพื่อให้ศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีดังเช่นศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนคำฟ้องแย้งของจำเลยได้ เพื่อความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย เห็นว่า แม้ฟ้องแย้งของจำเลยจะเกี่ยวกับฟ้องเดิม ซึ่งทำให้จำเลยสามารถยื่นฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ก็ตาม แต่ฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ดังนั้น การเสนอคำฟ้องแย้งต่อศาลจึงต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) กล่าวคือ ศาลนั้นต้องมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องแย้งนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์ 307,500 บาท เกินกว่า 300,000 บาท จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น เป็นเรื่องวิธีพิจารณาคดีที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีมโนสาเร่ว่าจะดำเนินการพิจารณาคดีไปอย่างคดีสามัญหรืออย่างคดีมโนสาเร่อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศาลที่มีอำนาจสั่งให้นำวิธีพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่คดีได้ จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ม952/2553
primary_red_case_no
ม1087/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000378.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.238/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556