คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17012/2555 ฉบับเต็ม

#538008
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17012/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมควร ศรีวิชา จำเลย พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29, มาตรา 30 การสืบพยานโจทก์และจำเลยแต่ละนัดดังกล่าวมี ต. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนร่วมนั่งพิจารณาคดีทุกนัด โดยไม่ปรากฏว่า ส. ได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีด้วย ส. จึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาร่วมกับ ต. กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 และ 30 คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ ส. ร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 18 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 29 และ 30 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในการพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นไม่ปรากฏว่านายสุรฤทธิ์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ร่วมพิจารณาคดีมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ทั้งที่นายสุรฤทธิ์มิได้มีตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือผู้ทำการแทน คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ปรากฏจากสำนวนว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีโดยสืบพยานโจทก์รวม 5 นัด คือ เมื่อวันที่ 24, 25, 26, 30 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 22 มีนาคม 2548 กับสืบพยานจำเลย 1 นัด คือเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 ในการสืบพยานโจทก์และจำเลยแต่ละนัดดังกล่าวมีนายตรัณ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนร่วมนั่งพิจารณาคดีทุกนัดโดยไม่ปรากฏว่านายสุรฤทธิ์ได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีด้วยแต่อย่างใด เมื่อกรณีเป็นดังนี้ นายสุรฤทธิ์จึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรัณ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 และ 30 ดังที่จำเลยฎีกา คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่นายสุรฤทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่ (เกษม เกษมปัญญา-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-จินดา ปัณฑะโชติ) ศาลอาญาธนบุรี - นายตรัณ ขมะวรรณ ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย จันทร์สว่าง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1713/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3512/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1642/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
538008
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาธนบุรี",
        "judge": "นายตรัณ ขมะวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศิริชัย จันทร์สว่าง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983625"
    }
}
date
2555
deka_no
17012/2555
deka_running_no
17012
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์",
    "จินดา ปัณฑะโชติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 29",
            "ม. 30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมควร ศรีวิชา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 18 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 29 และ 30 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในการพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นไม่ปรากฏว่านายสุรฤทธิ์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ร่วมพิจารณาคดีมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ทั้งที่นายสุรฤทธิ์มิได้มีตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรือผู้ทำการแทน คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ปรากฏจากสำนวนว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีโดยสืบพยานโจทก์รวม 5 นัด คือ เมื่อวันที่ 24, 25, 26, 30 พฤศจิกายน 2547 และวันที่ 22 มีนาคม 2548 กับสืบพยานจำเลย 1 นัด คือเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 ในการสืบพยานโจทก์และจำเลยแต่ละนัดดังกล่าวมีนายตรัณ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนร่วมนั่งพิจารณาคดีทุกนัดโดยไม่ปรากฏว่านายสุรฤทธิ์ได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีด้วยแต่อย่างใด เมื่อกรณีเป็นดังนี้ นายสุรฤทธิ์จึงไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาร่วมกับนายตรัณ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 29 และ 30 ดังที่จำเลยฎีกา คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่นายสุรฤทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3512/2547
primary_red_case_no
อ1642/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000390.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1713/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555