คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7350/2556 ฉบับเต็ม

#538013
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7350/2556 พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง โจทก์ นายทรงเกียรติหรือบังขุ๊ก หมุดชะรี จำเลย ป.อ. มาตรา 289 (4) ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีเหตุบาดหมางกับจำเลยเกี่ยวกับแย่งผู้หญิงและเคยมีการเจรจาตกลงกัน ในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกมีอาวุธปืนและมีดตามผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในบ้านเกิดเหตุ เมื่อพบก็เข้าทำร้ายทันที แสดงว่าจำเลยยังขุ่นเคืองผู้เสียหายที่ 2 เกี่ยวกับผู้หญิงและตั้งใจตามหาผู้เสียหายที่ 2 เพื่อทำร้าย มิใช่ว่าพบโดยบังเอิญแล้วเกิดทะเลาะวิวาทและทำร้ายทันทีในขณะนั้น จำเลยจึงมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิด แล้วจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านใช้มีดและปืนเป็นอาวุธฟันและยิงผู้เสียหายที่ 2 บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนแล้ว จำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 295, 309, 310, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 362),371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันบุกรุกเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและร่วมกันกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 27 ปี 9 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 5 ปี รวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีก 2 ปี 9 เดือน ปรับ 50 บาท เป็นจำคุก 7 ปี 9 เดือน ปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และผู้เสียหายที่ 4 อยู่ที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในซอยจำเลยกับพวกอีก 6 คน บุกรุกเข้าไปในบ้าน พวกของจำเลยแต่ละคนมีอาวุธมีดสปาต้ายาวประมาณ 2 ศอก เป็นอาวุธ พวกของจำเลยคนหนึ่งใช้อาวุธมีดสปาต้าฟันผู้เสียหายที่ 3 ถูกบริเวณแขนขวาและแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ และยังฟันผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 6 ถึง 7 ครั้ง แต่ผู้เสียหายที่ 2 หลบหลีกทัน จำเลยเข้ามาแล้วใช้อาวุธปืนปากกายิงที่ศีรษะผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ยกมือสองข้างขึ้นบังหน้า กระสุนปืนถูกฝ่ามือขวาได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีเหตุบาดหมางกับจำเลยเกี่ยวกับแย่งผู้หญิงและเคยมีการเจรจาตกลงกัน พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกในวันเกิดเหตุที่ตระเตรียมอาวุธปืนและอาวุธมีดเพื่อใช้กระทำความผิดมาล่วงหน้าและตามผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 เช่าซึ่งอยู่ในซอยโดยปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 30 เมตร เป็นซอยแคบ เมื่อพบแล้วก็เข้าทำร้ายทันที แสดงว่าจำเลยยังขุ่นเคืองผู้เสียหายที่ 2 เกี่ยวกับผู้หญิงและตั้งใจตามหาผู้เสียหายที่ 2 เพื่อทำร้าย มิใช่ว่าพบโดยบังเอิญแล้วเกิดทะเลาะวิวาทและทำร้ายทันทีในขณะนั้น จำเลยจึงมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิดแล้วจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านใช้มีดและปืนเป็นอาวุธฟันและยิงผู้เสียหายที่ 2 บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนแล้ว จำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-พิศล พิรุณ-เสรี เพศประเสริฐ) ศาลจังหวัดปากพนัง - นายสุภักดิ์ จันทร์พุ่ม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายปิยะรัตน์ ตัณฑศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2274/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ519/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ625/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
538013
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดปากพนัง",
        "judge": "นายสุภักดิ์ จันทร์พุ่ม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายปิยะรัตน์ ตัณฑศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981226"
    }
}
date
2556
deka_no
7350/2556
deka_running_no
7350
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "พิศล พิรุณ",
    "เสรี เพศประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 289 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทรงเกียรติหรือบังขุ๊ก หมุดชะรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 295, 309, 310, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 362),371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันบุกรุกเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและร่วมกันกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 27 ปี 9 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 5 ปี รวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีก 2 ปี 9 เดือน ปรับ 50 บาท เป็นจำคุก 7 ปี 9 เดือน ปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และผู้เสียหายที่ 4 อยู่ที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในซอยจำเลยกับพวกอีก 6 คน บุกรุกเข้าไปในบ้าน พวกของจำเลยแต่ละคนมีอาวุธมีดสปาต้ายาวประมาณ 2 ศอก เป็นอาวุธ พวกของจำเลยคนหนึ่งใช้อาวุธมีดสปาต้าฟันผู้เสียหายที่ 3 ถูกบริเวณแขนขวาและแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ และยังฟันผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 6 ถึง 7 ครั้ง แต่ผู้เสียหายที่ 2 หลบหลีกทัน จำเลยเข้ามาแล้วใช้อาวุธปืนปากกายิงที่ศีรษะผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ยกมือสองข้างขึ้นบังหน้า กระสุนปืนถูกฝ่ามือขวาได้รับบาดเจ็บ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีเหตุบาดหมางกับจำเลยเกี่ยวกับแย่งผู้หญิงและเคยมีการเจรจาตกลงกัน พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกในวันเกิดเหตุที่ตระเตรียมอาวุธปืนและอาวุธมีดเพื่อใช้กระทำความผิดมาล่วงหน้าและตามผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 เช่าซึ่งอยู่ในซอยโดยปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 30 เมตร เป็นซอยแคบ เมื่อพบแล้วก็เข้าทำร้ายทันที แสดงว่าจำเลยยังขุ่นเคืองผู้เสียหายที่ 2 เกี่ยวกับผู้หญิงและตั้งใจตามหาผู้เสียหายที่ 2 เพื่อทำร้าย มิใช่ว่าพบโดยบังเอิญแล้วเกิดทะเลาะวิวาทและทำร้ายทันทีในขณะนั้น จำเลยจึงมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิดแล้วจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านใช้มีดและปืนเป็นอาวุธฟันและยิงผู้เสียหายที่ 2 บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนแล้ว จำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ519/2552
primary_red_case_no
อ625/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000369.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2274/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556