คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18031/2555 ฉบับเต็ม

#538016
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18031/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นางสาวสุมิตรา ลิ้มมั่นจริง โจทก์ร่วม นายสิทธิพลหรือยะ อนุกูล จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 47, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 คดีอาญาที่โจทก์มีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เมื่อคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งจึงเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ไม่จำต้องมีคำพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตามคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วม และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 980,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ ระหว่างพิจารณานางสาวสุมิตรา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน 980,000 บาท ตามฟ้อง จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) (11) วรรคสอง ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 980,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าติดใจให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เพียง 300,000 บาท เท่านั้น ซึ่งในส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ประกอบกับโจทก์ร่วมแถลงว่าได้รับชดใช้จากจำเลยแล้ว 165,000 บาท คงเหลืออีก 135,000 บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์และโจทก์ร่วมมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เมื่อคดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งจึงเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ไม่จำต้องมีคำพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตามคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์-อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลจังหวัดนครปฐม - นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายศิริชัย ศิริกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2996/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1338/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5008/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
538016
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นางอรอุมา วชิรประดิษฐพร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายศิริชัย ศิริกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983401"
    }
}
date
2555
deka_no
18031/2555
deka_running_no
18031
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์",
    "อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 47",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาวสุมิตรา ลิ้มมั่นจริง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสิทธิพลหรือยะ อนุกูล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 980,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์

ระหว่างพิจารณานางสาวสุมิตรา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน 980,000 บาท ตามฟ้อง

จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) (11) วรรคสอง ให้จำคุก 4 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 980,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าติดใจให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เพียง 300,000 บาท เท่านั้น ซึ่งในส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ประกอบกับโจทก์ร่วมแถลงว่าได้รับชดใช้จากจำเลยแล้ว 165,000 บาท คงเหลืออีก 135,000 บาท จึงให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาตามยอม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์และโจทก์ร่วมมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เมื่อคดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีส่วนแพ่งจึงเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ไม่จำต้องมีคำพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตามคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาอีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไขเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1338/2554
primary_red_case_no
อ5008/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000388.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2996/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555