คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2556 ฉบับเต็ม

#538021
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2556 นางสุภาวดี บุญแสนแผน โจทก์ นายเสนีย์ จันทรบูรณ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 151, มาตรา 1533, มาตรา 1535 ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอาจกระทำในขณะจดทะเบียนหย่า โดยให้นายทะเบียนบันทึกไว้หรือไม่ก็ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติใด ๆ กำหนดให้ความตกลงในการแบ่งสินสมรสต้องกระทำต่อหน้านายทะเบียนหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การจะฟังว่ามีข้อตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากพยานทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤติการณ์ของแต่ละคดีไป พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยต่างครอบครองสินสมรสแต่ละรายการต่างหากจากกัน และมีภาระการผ่อนชำระหนี้ในทรัพย์สินที่ตนถือครองกรรมสิทธิ์อยู่ภายหลังการหย่าจนถึงเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นเวลาเกือบ 5 ปี แม้ไม่มีหลักฐานข้อตกลงแบ่งสินสมรสในขณะจดทะเบียนหย่าแต่ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาโดยให้สินสมรสทั้งสองรายการรวมทั้งหนี้สินตกแก่จำเลย การที่โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างกัน มีผลให้แต่ละฝ่ายได้รับทรัพย์สินและมีภาระหนี้ต้องชำระหนี้สินซึ่งเป็นหนี้ร่วมมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งผิดแผกแตกต่างจาก ป.พ.พ. มาตรา 1533 และมาตรา 1535 บัญญัติไว้ แต่มิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลบังคับและไม่ตกเป็นโมฆะ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2125 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมบ้านเลขที่ 186/95 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ เลขทะเบียน บน 4949 อุดรธานี ครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งสินสมรสคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2125 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมบ้านเลขที่ 186/95 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ เลขทะเบียน บน 4949 อุดรธานี เป็นส่วนครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินและรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสทั้งสองรายการตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า เมื่อตกลงหย่ากัน โจทก์ได้ทรัพย์สินเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นแจส 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน สวนป่าไม้สักที่ตำบลหนองไฮ 1 แปลง มินิมาร์ทพร้อมตกแต่ง เงินประกันชีวิตพร้อมดอกผล ชุดรับแขกไม้ประดู่และชุดโต๊ะรับประทานอาหารซึ่งทั้งหมดเป็นสินสมรส เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายการทรัพย์สิน แม้โจทก์ฎีกาว่าทรัพย์สินบางรายการไม่ใช่สินสมรสก็เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานตามที่จำเลยนำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งสินสมรสเพราะไม่มีการบันทึกหรือข้อตกลงกันในการจดทะเบียนหย่า เห็นว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอาจกระทำในขณะจดทะเบียนหย่าโดยให้นายทะเบียนบันทึกไว้หรือไม่ก็ได้ทั้งไม่มีบทบัญญัติใด ๆ กำหนดให้ความตกลงในการแบ่งสินสมรสต้องกระทำต่อหน้านายทะเบียนหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การจะรับฟังว่ามีข้อตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจากพยานทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤติการณ์ของแต่ละคดีไป ในข้อนี้โจทก์เบิกความว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองทรัพย์อันเป็นสินสมรส โดยมีภาระผ่อนชำระค่ารถยนต์ส่วนบุคคลตลอดมา ตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งหลังการหย่า ส่วนจำเลยเป็นฝ่ายผ่อนชำระหนี้จำนองที่เกิดจากการซื้อที่ดินและบ้านพิพาทมาตั้งแต่ต้นจนถึงหลังการหย่า ส่วนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านมาในฎีกา จึงฟังได้ว่าจำเลยซื้อรถยนต์คันดังกล่าวโดยนำที่ดินและบ้านไปจำนองไว้กับธนาคารออมสินแล้วผ่อนชำระเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2545 พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยต่างครอบครองสินสมรสแต่ละรายการต่างหากจากกันและมีภาระการผ่อนชำระหนี้ในทรัพย์สินที่ตนถือครองกรรมสิทธิ์อยู่ภายหลังการหย่าจนถึงขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกือบ 5 ปี แม้ไม่มีหลักฐานข้อตกลงการแบ่งสินสมรสในขณะจดทะเบียนหย่า แต่ตามที่จำเลยนำสืบถึงพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมมีน้ำหนักให้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาโดยให้สินสมรสทั้งสองรายการรวมทั้งหนี้สินตกแก่จำเลยแล้ว เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินพร้อมบ้านกับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่จำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้แต่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอดนับว่ามีความเหมาะสมแล้ว แม้โจทก์จะนำสืบว่ายังมีข้อตกลงว่าหากจำเลยแต่งงานใหม่ก็จะขายสินสมรสทั้งสองรายการนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง แต่โจทก์มิได้ถามค้านจำเลยให้ได้ความตามที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยแต่งงานใหม่ในต้นปี 2550 แล้วโจทก์ได้ทวงถามถึงข้อตกลงในการขายบ้านและที่ดิน จำเลยยินยอมแต่ไม่มีคนซื้อเนื่องจากบ้านและที่ดินติดจำนองและมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่อปรากฏว่าโจทก์เพิ่งนำคดีนี้มาฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยในเดือนพฤศจิกายน 2553 หลังจากจำเลยแต่งงานใหม่เกือบ 3 ปี ทั้งจำเลยและภริยาใหม่ยังพักอาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่โจทก์นำสืบมาในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างกันแล้ว แม้มีผลให้แต่ละฝ่ายได้รับทรัพย์สินและมีภาระต้องชำระหนี้สินซึ่งเป็นหนี้ร่วมมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งผิดแผกแตกต่างจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1533 และมาตรา 1535 บัญญัติไว้ แต่มิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลบังคับและไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสทั้งสองรายการตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชาติชาย อัครวิบูลย์-เพลินจิต ตั้งพูลสกุล-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล) ศาลจังหวัดอุดรธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นายอวิน บุณยประสพ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุทธิ จันทรสุทธิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)218/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ362/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ316/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
538021
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว",
        "judge": "นายอวิน บุณยประสพ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสุทธิ จันทรสุทธิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982556"
    }
}
date
2556
deka_no
566/2556
deka_running_no
566
deka_year
2556
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "ชาติชาย อัครวิบูลย์",
    "เพลินจิต ตั้งพูลสกุล",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 151",
            "ม. 1533",
            "ม. 1535"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุภาวดี บุญแสนแผน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเสนีย์ จันทรบูรณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2125 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมบ้านเลขที่ 186/95 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ เลขทะเบียน บน 4949 อุดรธานี ครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งสินสมรสคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2125 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมบ้านเลขที่ 186/95 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ เลขทะเบียน บน 4949 อุดรธานี เป็นส่วนครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินและรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสทั้งสองรายการตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า เมื่อตกลงหย่ากัน โจทก์ได้ทรัพย์สินเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นแจส 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน สวนป่าไม้สักที่ตำบลหนองไฮ 1 แปลง มินิมาร์ทพร้อมตกแต่ง เงินประกันชีวิตพร้อมดอกผล ชุดรับแขกไม้ประดู่และชุดโต๊ะรับประทานอาหารซึ่งทั้งหมดเป็นสินสมรส เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายการทรัพย์สิน แม้โจทก์ฎีกาว่าทรัพย์สินบางรายการไม่ใช่สินสมรสก็เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานตามที่จำเลยนำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งสินสมรสเพราะไม่มีการบันทึกหรือข้อตกลงกันในการจดทะเบียนหย่า เห็นว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอาจกระทำในขณะจดทะเบียนหย่าโดยให้นายทะเบียนบันทึกไว้หรือไม่ก็ได้ทั้งไม่มีบทบัญญัติใด ๆ กำหนดให้ความตกลงในการแบ่งสินสมรสต้องกระทำต่อหน้านายทะเบียนหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การจะรับฟังว่ามีข้อตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจากพยานทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤติการณ์ของแต่ละคดีไป ในข้อนี้โจทก์เบิกความว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองทรัพย์อันเป็นสินสมรส โดยมีภาระผ่อนชำระค่ารถยนต์ส่วนบุคคลตลอดมา ตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งหลังการหย่า ส่วนจำเลยเป็นฝ่ายผ่อนชำระหนี้จำนองที่เกิดจากการซื้อที่ดินและบ้านพิพาทมาตั้งแต่ต้นจนถึงหลังการหย่า ส่วนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านมาในฎีกา จึงฟังได้ว่าจำเลยซื้อรถยนต์คันดังกล่าวโดยนำที่ดินและบ้านไปจำนองไว้กับธนาคารออมสินแล้วผ่อนชำระเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2545 พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยต่างครอบครองสินสมรสแต่ละรายการต่างหากจากกันและมีภาระการผ่อนชำระหนี้ในทรัพย์สินที่ตนถือครองกรรมสิทธิ์อยู่ภายหลังการหย่าจนถึงขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกือบ 5 ปี แม้ไม่มีหลักฐานข้อตกลงการแบ่งสินสมรสในขณะจดทะเบียนหย่า แต่ตามที่จำเลยนำสืบถึงพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมมีน้ำหนักให้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาโดยให้สินสมรสทั้งสองรายการรวมทั้งหนี้สินตกแก่จำเลยแล้ว เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินพร้อมบ้านกับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่จำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้แต่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอดนับว่ามีความเหมาะสมแล้ว แม้โจทก์จะนำสืบว่ายังมีข้อตกลงว่าหากจำเลยแต่งงานใหม่ก็จะขายสินสมรสทั้งสองรายการนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง แต่โจทก์มิได้ถามค้านจำเลยให้ได้ความตามที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยแต่งงานใหม่ในต้นปี 2550 แล้วโจทก์ได้ทวงถามถึงข้อตกลงในการขายบ้านและที่ดิน จำเลยยินยอมแต่ไม่มีคนซื้อเนื่องจากบ้านและที่ดินติดจำนองและมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่อปรากฏว่าโจทก์เพิ่งนำคดีนี้มาฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยในเดือนพฤศจิกายน 2553 หลังจากจำเลยแต่งงานใหม่เกือบ 3 ปี ทั้งจำเลยและภริยาใหม่ยังพักอาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่โจทก์นำสืบมาในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างกันแล้ว แม้มีผลให้แต่ละฝ่ายได้รับทรัพย์สินและมีภาระต้องชำระหนี้สินซึ่งเป็นหนี้ร่วมมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งผิดแผกแตกต่างจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1533 และมาตรา 1535 บัญญัติไว้ แต่มิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลบังคับและไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสทั้งสองรายการตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ362/2553
primary_red_case_no
พ316/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000381.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)218/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556