คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2556 ฉบับเต็ม

#538026
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2556 นายสุรศักดิ์ แสงไพจิตร โจทก์ บริษัทคอนทิเนนทอลปิโตรเคมีคอล (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850, มาตรา 851 โจทก์สมัครใจลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบรับเงินที่มีข้อความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์และได้จ่ายเงินเดือน ค่าเสียหายแทนการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า กับค่าชดเชย ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้วและไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดจากจำเลยอีก ใบรับเงินฉบับนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันโจทก์ว่าหลังจากโจทก์ได้รับเงินทั้งสามจำนวนอันเป็นเงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานแล้ว โจทก์สละสิทธิที่จะเรียกเงินอื่นใดตามกฎหมายซึ่งมีความหมายรวมทั้งค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันไม่ใช่เงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 5,533,613.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 501,488 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ใบรับเงิน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย มีผลให้สิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยมีหนังสือแจ้งการเลิกจ้างโจทก์ ในวันเดียวกัน นายสุขสันต์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้รับมอบหมายจากจำเลยให้นำใบรับเงินให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โจทก์เบิกความว่า รู้สึกตกใจมากเพราะไม่ทราบมาก่อนว่าจะถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงแจ้งว่าขอเวลาคิดดูก่อน นางอรพินท์ ผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการของจำเลยพูดกับโจทก์ว่าถ้าไม่ยอมลงลายมือชื่อจะทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินที่ระบุไว้ในหนังสือฉบับนี้ และจะต้องไปฟ้องคดีต่อศาลเอาเอง โจทก์ก็ยังไม่ลงลายมือชื่อและกลับบ้าน หลังจากนอนคิดหนึ่งคืนโจทก์ตัดสินใจไปลงลายมือชื่อในใบรับเงินเพื่อรับเงินมาใช้จ่ายในระหว่างว่างงาน แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์ตัดสินใจไปลงลายมือชื่อในใบรับเงินหลังวันเลิกจ้างเป็นไปโดยความสมัครใจของโจทก์ เมื่อใบรับเงินดังกล่าวมีข้อความใน วรรคสองว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์และได้จ่ายเงินผลประโยชน์แก่โจทก์ดังนี้ เงินเดือนสำหรับเดือนพฤศจิกายน 31,343 บาท ค่าเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,343 บาท กับค่าชดเชย 300 วัน เท่ากับ 313,430 บาท รวมเป็นเงิน 376,116 บาท วรรคท้ายมีข้อความว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้วและไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดจากจำเลยอีก โดยลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินต่อหน้าพยานสองคนย่อมถือได้ว่าใบรับเงินฉบับนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันโจทก์ว่าหลังจากโจทก์ได้รับเงินสามจำนวนข้างต้นอันเป็นเงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานครบถ้วนแล้ว โจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องเงินอื่นใดตามกฎหมาย ซึ่งมีความหมายรวมทั้งค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันมิใช่เงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามคำฟ้องจากจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ทวีป ตันสวัสดิ์) ศาลแรงงานกลาง - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1505/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ726/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ323/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
538026
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982445"
    }
}
date
2556
deka_no
1368/2556
deka_running_no
1368
deka_year
2556
department
แรงงาน
judges
[
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850",
            "ม. 851"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุรศักดิ์ แสงไพจิตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทคอนทิเนนทอลปิโตรเคมีคอล (ประเทศไทย) จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 5,533,613.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 501,488 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ใบรับเงิน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย มีผลให้สิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยมีหนังสือแจ้งการเลิกจ้างโจทก์ ในวันเดียวกัน นายสุขสันต์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้รับมอบหมายจากจำเลยให้นำใบรับเงินให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โจทก์เบิกความว่า รู้สึกตกใจมากเพราะไม่ทราบมาก่อนว่าจะถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงแจ้งว่าขอเวลาคิดดูก่อน นางอรพินท์ ผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการของจำเลยพูดกับโจทก์ว่าถ้าไม่ยอมลงลายมือชื่อจะทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินที่ระบุไว้ในหนังสือฉบับนี้ และจะต้องไปฟ้องคดีต่อศาลเอาเอง โจทก์ก็ยังไม่ลงลายมือชื่อและกลับบ้าน หลังจากนอนคิดหนึ่งคืนโจทก์ตัดสินใจไปลงลายมือชื่อในใบรับเงินเพื่อรับเงินมาใช้จ่ายในระหว่างว่างงาน แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์ตัดสินใจไปลงลายมือชื่อในใบรับเงินหลังวันเลิกจ้างเป็นไปโดยความสมัครใจของโจทก์ เมื่อใบรับเงินดังกล่าวมีข้อความใน วรรคสองว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์และได้จ่ายเงินผลประโยชน์แก่โจทก์ดังนี้ เงินเดือนสำหรับเดือนพฤศจิกายน 31,343 บาท ค่าเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,343 บาท กับค่าชดเชย 300 วัน เท่ากับ 313,430 บาท รวมเป็นเงิน 376,116 บาท วรรคท้ายมีข้อความว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้วและไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดจากจำเลยอีก โดยลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินต่อหน้าพยานสองคนย่อมถือได้ว่าใบรับเงินฉบับนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันโจทก์ว่าหลังจากโจทก์ได้รับเงินสามจำนวนข้างต้นอันเป็นเงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานครบถ้วนแล้ว โจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องเงินอื่นใดตามกฎหมาย ซึ่งมีความหมายรวมทั้งค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันมิใช่เงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามคำฟ้องจากจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
พ726/2548
primary_red_case_no
พ323/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000380.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1505/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556