คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17766/2555 ฉบับเต็ม

#538029
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17766/2555 พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นายสมชัย สุรพัฒน์ จำเลย พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, มาตรา 73 พฤติการณ์ที่จำเลยให้คำมั่นแก่ผู้เสียหายว่าจะจัดหาลูกจ้าง 60 คน ภายใน 1 เดือน เพื่อเป็นคนงานตัดอ้อยในไร่อ้อยของผู้เสียหายซึ่งอยู่ต่างท้องที่กับที่อยู่ของคนงาน จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการติดต่อประสานงานและบริหารจัดการเพื่อรวบรวมและรับสมัครคนงานภายในเวลาที่จำกัดและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งนอกจากจำเลยจะต้องผูกพันรับผิดชอบต่อผู้เสียหายแล้ว ยังต้องตระหนักถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้สมัครทำงานอีกด้วย แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ก็ตาม รูปคดีน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาจัดหางานให้แก่คนหางานโดยหวังผลประโยชน์ตอบแทนมิใช่การกระทำให้เปล่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทำงานในประเทศ จำเลยจึงมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8, 73 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2537 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 73 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้เสียหายมีไร่อ้อยอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรีต้องการจะได้คนงานตัดอ้อยจึงติดต่อพันตำรวจโทอภิชลซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันให้หาคนงานให้ พันตำรวจโทอภิชลได้แนะนำจำเลยแก่ผู้เสียหายว่าสามารถจัดหาคนงานตัดอ้อยให้ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์ จำเลยแจ้งว่าสามารถหาคนงานตัดอ้อยให้ผู้เสียหายได้จำนวน 60 คน ต่อมาผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 60,000 บาท ผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชะอำ เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกำหนดผู้เสียหายเดินทางไปรับคนงาน ปรากฏว่าจำเลยจัดหาคนงานให้ไม่ได้ ผู้เสียหายขอเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉยยังไม่คืนเงินให้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และมาตรา 4 บัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และให้หมายรวมถึงการเรียกเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจัดหางานให้คนหางาน ซึ่งลักษณะของการกระทำความผิดย่อมจะเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่มีการกระทำอันเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นจะเป็นคนธรรมดาหรือนิติบุคคลและเคยประกอบธุรกิจจัดหางานมาก่อนหรือไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยให้คำมั่นหรือสัญญาแก่ผู้เสียหายว่าจะจัดหาลูกจ้างตามจำนวนที่ตกลงกันให้ โดยเรียกและรับเงินค่าบริการเพื่อเป็นการตอบแทนล่วงหน้าเช่นนี้ ย่อมมิใช่ลักษณะการไหว้วานจากเพื่อนหรือผู้รู้จักกันตามวิสัยเป็นครั้งคราวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของแรงงานที่ผู้เสียหายต้องการ คือ คนงานตัดอ้อยในไร่อ้อยของผู้เสียหาย อันมิใช่แรงงานธรรมดาทั่วไป ทั้งยังต้องจัดหาคนงานหรือลูกจ้างมากถึง 60 คน ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน อันเป็นระยะเวลาค่อนข้างจำกัด และคนงานเหล่านั้นจะต้องเดินทางไปทำงานกับนายจ้างซึ่งอยู่ต่างถิ่นอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนเพราะจะต้องมีการติดต่อประสานงานและบริหารจัดการเพื่อรวบรวมและรับสมัครคนงาน และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งนอกจากจำเลยจะต้องมีความผูกพันและรับผิดชอบต่อผู้เสียหายในการให้บริการดังกล่าวแล้ว ยังต้องตระหนักถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ที่มาสมัครทำงานอีกด้วย แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น รูปคดีจึงเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาจะจัดหางานให้แก่คนหางานและจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างหรือผู้เสียหาย โดยหวังผลประโยชน์ค่าตอบแทนการให้บริการดังกล่าวจากผู้เสียหายในเชิงธุรกิจทั่วไป มิใช่เป็นการกระทำให้เปล่าในลักษณะไหว้วานขานใช้จากเพื่อนหรือผู้รู้จักกันตามวิสัยเป็นครั้งคราวแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างตามบทนิยามดังกล่าวแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทำงานในประเทศ จำเลยจึงมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ทางนำสืบรับของจำเลยมีข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 73 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 30,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสุธิดา คูหะสุวรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ อรรถบลยุคล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3793/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1034/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ200/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
538029
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นางสุธิดา คูหะสุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสถิตย์ อรรถบลยุคล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983504"
    }
}
date
2555
deka_no
17766/2555
deka_running_no
17766
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 8 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 73"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชัย สุรพัฒน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8, 73 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2537

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 73 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้เสียหายมีไร่อ้อยอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรีต้องการจะได้คนงานตัดอ้อยจึงติดต่อพันตำรวจโทอภิชลซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันให้หาคนงานให้ พันตำรวจโทอภิชลได้แนะนำจำเลยแก่ผู้เสียหายว่าสามารถจัดหาคนงานตัดอ้อยให้ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงติดต่อจำเลยทางโทรศัพท์ จำเลยแจ้งว่าสามารถหาคนงานตัดอ้อยให้ผู้เสียหายได้จำนวน 60 คน ต่อมาผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 60,000 บาท ผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชะอำ เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกำหนดผู้เสียหายเดินทางไปรับคนงาน ปรากฏว่าจำเลยจัดหาคนงานให้ไม่ได้ ผู้เสียหายขอเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉยยังไม่คืนเงินให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ดังที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และมาตรา 4 บัญญัติว่า จัดหางาน หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และให้หมายรวมถึงการเรียกเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจัดหางานให้คนหางาน ซึ่งลักษณะของการกระทำความผิดย่อมจะเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่มีการกระทำอันเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นจะเป็นคนธรรมดาหรือนิติบุคคลและเคยประกอบธุรกิจจัดหางานมาก่อนหรือไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยให้คำมั่นหรือสัญญาแก่ผู้เสียหายว่าจะจัดหาลูกจ้างตามจำนวนที่ตกลงกันให้ โดยเรียกและรับเงินค่าบริการเพื่อเป็นการตอบแทนล่วงหน้าเช่นนี้ ย่อมมิใช่ลักษณะการไหว้วานจากเพื่อนหรือผู้รู้จักกันตามวิสัยเป็นครั้งคราวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของแรงงานที่ผู้เสียหายต้องการ คือ คนงานตัดอ้อยในไร่อ้อยของผู้เสียหาย อันมิใช่แรงงานธรรมดาทั่วไป ทั้งยังต้องจัดหาคนงานหรือลูกจ้างมากถึง 60 คน ภายในเวลาประมาณ 1 เดือน อันเป็นระยะเวลาค่อนข้างจำกัด และคนงานเหล่านั้นจะต้องเดินทางไปทำงานกับนายจ้างซึ่งอยู่ต่างถิ่นอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนเพราะจะต้องมีการติดต่อประสานงานและบริหารจัดการเพื่อรวบรวมและรับสมัครคนงาน และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งนอกจากจำเลยจะต้องมีความผูกพันและรับผิดชอบต่อผู้เสียหายในการให้บริการดังกล่าวแล้ว ยังต้องตระหนักถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ที่มาสมัครทำงานอีกด้วย แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนในส่วนนี้ด้วยหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น รูปคดีจึงเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาจะจัดหางานให้แก่คนหางานและจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างหรือผู้เสียหาย โดยหวังผลประโยชน์ค่าตอบแทนการให้บริการดังกล่าวจากผู้เสียหายในเชิงธุรกิจทั่วไป มิใช่เป็นการกระทำให้เปล่าในลักษณะไหว้วานขานใช้จากเพื่อนหรือผู้รู้จักกันตามวิสัยเป็นครั้งคราวแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างตามบทนิยามดังกล่าวแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานทำงานในประเทศ จำเลยจึงมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ทางนำสืบรับของจำเลยมีข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษและเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง, 73 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 30,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1034/2547
primary_red_case_no
อ200/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000389.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3793/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555