คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2556 ฉบับเต็ม

#538081
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายเอกชัย สวัสดี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 336, มาตรา 336 ทวิ, มาตรา 357 ป.วิ.อ. มาตรา 192, มาตรา 216 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกต่างจากศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ชอบที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะได้อีก ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 336, 336 ทวิ, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 3 ปี ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามมาตรา 76 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องข้อหารับของโจร จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยทั้งสองละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ในร้านสวนอาหารสองศรีโดยวางกระเป๋าถือบนโต๊ะข้างหน้าต่างบานเกร็ดของร้าน มีคนร้ายได้ยื่นมือเข้ามาช่องหน้าต่างหยิบเอากระเป๋าถือดังกล่าววิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของคนร้ายอีก 2 คน ที่จอดรออยู่หลบหนีไปด้วยกัน ต่อมาเจ้าพนักงานมาตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วติดตามจับกุมพลทหารอุดรได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 พร้อมสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ต่างหูเงิน 1 ข้าง และเงินสด 1,050 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินบางส่วนของผู้เสียหายที่เก็บอยู่ในกระเป๋าถือที่คนร้ายหยิบเอาไปเป็นของกลาง ต่อมาวันเดียวกันเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ดังนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกต่างจากศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ชอบที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะได้อีก ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาของโจทก์ (สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-ปริญญา ดีผดุง-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุภิญโญ ชยารักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5614/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1026/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1162/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
538081
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสุภิญโญ ชยารักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981994"
    }
}
date
2556
deka_no
3356/2556
deka_running_no
3356
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 336",
            "ม. 336 ทวิ",
            "ม. 357"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192",
            "ม. 216"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเอกชัย สวัสดี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 336, 336 ทวิ, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 3 ปี ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามมาตรา 76 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องข้อหารับของโจร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยทั้งสองละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ในร้านสวนอาหารสองศรีโดยวางกระเป๋าถือบนโต๊ะข้างหน้าต่างบานเกร็ดของร้าน มีคนร้ายได้ยื่นมือเข้ามาช่องหน้าต่างหยิบเอากระเป๋าถือดังกล่าววิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของคนร้ายอีก 2 คน ที่จอดรออยู่หลบหนีไปด้วยกัน ต่อมาเจ้าพนักงานมาตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วติดตามจับกุมพลทหารอุดรได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 พร้อมสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ต่างหูเงิน 1 ข้าง และเงินสด 1,050 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินบางส่วนของผู้เสียหายที่เก็บอยู่ในกระเป๋าถือที่คนร้ายหยิบเอาไปเป็นของกลาง ต่อมาวันเดียวกันเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ดังนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกต่างจากศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ชอบที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะได้อีก ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1026/2547
primary_red_case_no
อ1162/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000376.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5614/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556