คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16051/2555 ฉบับเต็ม

#540876
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16051/2555 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โจทก์ นางสาวสุมาลี หวะสุวรรณ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 193/33 (2) พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 มาตรา โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา ส่วนการนำส่งคืนกองทุนยังให้โอกาสผู้กู้ยืมชำระคืนเมื่อสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี ทั้งยังกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินเงินฝากประจำหนึ่งปีของธนาคารออมสิน และห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น กำหนดใช้คืนเป็นรายเดือนเป็นระยะเวลาสูงสุดถึงสิบห้าปี ในกรณีผู้ยืมถึงแก่ความตาย ให้หนี้ตามสัญญาระงับไป หรือกรณีผู้กู้พิการหรือทุพลภาพไม่สามารถประกอบการได้ คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจระงับการให้ชำระหนี้ตามสัญญาได้ โดยมีเหตุผลการออกพระราชบัญญัติเนื่องจากมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการพัฒนามนุษย์ เพื่อรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติก็เป็นไปเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และให้โอกาสแก่บุคคลผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยแท้ กรณีเป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องในเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ไม่ เพราะแม้ผู้กู้สามารถเลือกผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนหรือรายปีได้ แต่หากมีความจำเป็นอาจร้องขอผ่อนผันการชำระหนี้ตามระยะเวลาที่แตกต่างไปหรือชะลอการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 337,865.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 299,006 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 255,223.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 225.869.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 82,641.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 73,136.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 337,865.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 299,006 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 255,223.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 225,869.14 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 82,641.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 73,136.86 บาท ทั้งนี้ จำนวนความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องไม่เกินจำนวนความรับผิดของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 7,500 บาท จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามแต่เพียงว่า ฟ้องขาดอายุความหรือไม่ จากคำฟ้องระบุว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา โดยได้ความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า กองทุนให้กู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาโดยทั่วไปที่ประสงค์ขอกู้เงินตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ โดยสามารถเข้าถึงการกู้ยืมได้โดยง่าย และยังกำหนดไว้อีกว่าคณะกรรมการจะกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ด้วยก็ได้ แต่จะกำหนดจนเป็นอุปสรรคต่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ในอันที่จะกู้ยืมไม่ได้ และกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดในระหว่างที่ผู้ยืมเงินศึกษาอยู่ ส่วนการนำส่งคืนกองทุนยังให้โอกาสผู้กู้ยืมชำระคืน เมื่อสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้วเป็นระยะเวลาสองปี ทั้งยังกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินเงินฝากประจำหนึ่งปีของธนาคารออมสิน และห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น กำหนดใช้คืนเป็นรายเดือนเป็นระยะเวลาสูงสุดถึงสิบห้าปี ในกรณีผู้ยืมถึงแก่ความตายให้หนี้ตามสัญญาระงับไป และในกรณีที่ผู้กู้พิการหรือทุพลภาพไม่สามารถประกอบการงานได้ คณะกรรมการมีอำนาจระงับการให้ชำระหนี้ตามสัญญาได้ จากเหตุผลการออกพระราชบัญญัติ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการพัฒนามนุษย์ เพื่อรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติก็เป็นไปเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และให้โอกาสแก่บุคคลผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยแท้กรณีเป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องในเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ไม่ เพราะว่าแม้ผู้กู้สามารถเลือกผ่อนชำระเป็นรายเดือนหรือรายปีได้ก็ตาม ก็ไม่ใช่บังคับว่าผู้กู้ต้องชำระแน่นอนตามนั้นเสมอไป หากมีกรณีจำเป็นผู้กู้อาจร้องขอผ่อนผันให้ผู้กู้ชำระหนี้ตามระยะเวลาที่แตกต่างไปหรือชะลอการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวก็ได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2539 ข้อ 29 วรรคสอง เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ 4 ครั้ง ในปี 2539, 2540, 2541 และปี 2542 โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อปี 2539, 2540, 2541 และจำเลยที่ 3 ค้ำประกัน เมื่อปี 2542 เมื่อคู่ความไม่นำสืบเป็นอย่างอื่นจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาอย่างช้าสุดคือปี 2543 ซึ่งเป็นปีถัดจากปีที่กู้ยืมครั้งสุดท้าย และเมื่อพิจารณาการชำระเงินกู้ยืมเงินคืนกองทุน ตามระเบียบของคณะกรรมการ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระเงินคืนโจทก์งวดแรกหลังจากครบระยะปลอดหนี้สองปี คือภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 เป็นวันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์อาจบังคับได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่งจำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินมาศาลละ 1,689.50 บาท รวมเป็นเงิน 3,389.50 บาท จึงเห็นควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนเกินให้จำเลยทั้งสาม พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ภาภูมิ สรอัฑฒ์-สิงห์พล ละอองมณี-พิทักษ์ คงจันทร์) ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นางสาวธัชภรณ์ ชะอุ่ม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสำเรือง กมลละคร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1675/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1506/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2387/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540876
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชัยภูมิ",
        "judge": "นางสาวธัชภรณ์ ชะอุ่ม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายสำเรือง กมลละคร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983848"
    }
}
date
2555
deka_no
16051/2555
deka_running_no
16051
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "สิงห์พล ละอองมณี",
    "พิทักษ์ คงจันทร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 193/33 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุมาลี หวะสุวรรณ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 337,865.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 299,006 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 255,223.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 225.869.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 82,641.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 73,136.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 337,865.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 299,006 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 255,223.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 225,869.14 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 82,641.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 73,136.86 บาท ทั้งนี้ จำนวนความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องไม่เกินจำนวนความรับผิดของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 7,500 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามแต่เพียงว่า ฟ้องขาดอายุความหรือไม่ จากคำฟ้องระบุว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์ ให้นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้ยืมเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพระหว่างศึกษา โดยได้ความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า กองทุนให้กู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาโดยทั่วไปที่ประสงค์ขอกู้เงินตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ โดยสามารถเข้าถึงการกู้ยืมได้โดยง่าย และยังกำหนดไว้อีกว่าคณะกรรมการจะกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ด้วยก็ได้ แต่จะกำหนดจนเป็นอุปสรรคต่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ในอันที่จะกู้ยืมไม่ได้ และกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดในระหว่างที่ผู้ยืมเงินศึกษาอยู่ ส่วนการนำส่งคืนกองทุนยังให้โอกาสผู้กู้ยืมชำระคืน เมื่อสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้วเป็นระยะเวลาสองปี ทั้งยังกำหนดให้คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินเงินฝากประจำหนึ่งปีของธนาคารออมสิน และห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น กำหนดใช้คืนเป็นรายเดือนเป็นระยะเวลาสูงสุดถึงสิบห้าปี ในกรณีผู้ยืมถึงแก่ความตายให้หนี้ตามสัญญาระงับไป และในกรณีที่ผู้กู้พิการหรือทุพลภาพไม่สามารถประกอบการงานได้ คณะกรรมการมีอำนาจระงับการให้ชำระหนี้ตามสัญญาได้ จากเหตุผลการออกพระราชบัญญัติ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการพัฒนามนุษย์ เพื่อรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ดังนั้นการให้กู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติก็เป็นไปเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และให้โอกาสแก่บุคคลผู้ด้อยโอกาสในสังคมโดยแท้กรณีเป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่เป็นสิทธิเรียกร้องในเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีอายุความห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ไม่ เพราะว่าแม้ผู้กู้สามารถเลือกผ่อนชำระเป็นรายเดือนหรือรายปีได้ก็ตาม ก็ไม่ใช่บังคับว่าผู้กู้ต้องชำระแน่นอนตามนั้นเสมอไป หากมีกรณีจำเป็นผู้กู้อาจร้องขอผ่อนผันให้ผู้กู้ชำระหนี้ตามระยะเวลาที่แตกต่างไปหรือชะลอการชำระหนี้เป็นการชั่วคราวก็ได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2539 ข้อ 29 วรรคสอง เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ 4 ครั้ง ในปี 2539, 2540, 2541 และปี 2542 โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อปี 2539, 2540, 2541 และจำเลยที่ 3 ค้ำประกัน เมื่อปี 2542 เมื่อคู่ความไม่นำสืบเป็นอย่างอื่นจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาอย่างช้าสุดคือปี 2543 ซึ่งเป็นปีถัดจากปีที่กู้ยืมครั้งสุดท้าย และเมื่อพิจารณาการชำระเงินกู้ยืมเงินคืนกองทุน ตามระเบียบของคณะกรรมการ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชำระเงินคืนโจทก์งวดแรกหลังจากครบระยะปลอดหนี้สองปี คือภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 เป็นวันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์อาจบังคับได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 คดีจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่งจำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเกินมาศาลละ 1,689.50 บาท รวมเป็นเงิน 3,389.50 บาท จึงเห็นควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนเกินให้จำเลยทั้งสาม

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1506/2551
primary_red_case_no
พ2387/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000392.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1675/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555