คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1506/2556 ฉบับเต็ม

#540887
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1506/2556 นายสวัสดิ์ กลั่นประชา โจทก์ นายเขิน เนตรประชา จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150, มาตรา 1382 ป.วิ.พ. มาตรา 249 ขณะจำเลยทำสัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบิดาโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ บิดาโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทได้เอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยบุคคลที่ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลโดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่มีมูลความจริง และขัดต่อเหตุผลดังที่ระบุในสัญญาดังกล่าวว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หากโจทก์สามารถดำเนินการจนทำให้จำเลยสามารถได้กรรมสิทธิ์ จำเลยจะแบ่งให้โจทก์ 6 ส่วน โดยจำเลยได้ 1 ส่วน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ระบุชัดเจนว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของ ป. โดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ป. แสดงว่าการที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของบิดาโจทก์ หาใช่การครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่ การทำสัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินที่มีใจความเช่นนี้จึงมีสาระสำคัญอันเป็นความเท็จ ซึ่งหลังจากทำสัญญาดังกล่าวมีการไปยื่นคำร้องขออันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อจนมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ย่อมต้องคำนึงถึงการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมตามความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นการทำโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับข่มขู่ หลอกลวง หรือกลฉ้อฉล สัญญาดังกล่าวก็ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ป. และจำเลยก็กล่าวแก้ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ทำให้ที่ดินตกเป็นของจำเลยโดยผลของกฎหมายแล้ว ครั้นเมื่อโจทก์แพ้คดีกลับอ้างข้อต่อสู้ของจำเลยมาเป็นประโยชน์ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ทั้งไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้ ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง หาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 98783 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้โจทก์ 6 ส่วน เป็นเนื้อที่ 312.85 ตารางวา จากบริเวณที่เป็นบ้านของจำเลยทางทิศเหนือไปทางทิศใต้ตลอดแนวตามรูปแผนที่ที่ดิน โดยให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 80,000 บาท จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 98783 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ 6 ใน 7 ส่วนของที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2521 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 1 ไร่ 40 ตารางวา มีชื่ออำแดงแปลกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อำแดงแปลกไม่ได้สมรสและไม่มีบุตร อำแดงแปลกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 นายหวาดเป็นหลานของอำแดงแปลก ส่วนโจทก์เป็นบุตรของนายหวาดกับนางทองสุข มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขัดต่อความสงบเรียบร้อยและตกเป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขัดต่อเหตุผลในสาระสำคัญ เพราะหากถือตามคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของอำแดงแปลก เมื่ออำแดงแปลกถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ซึ่งหากอำแดงแปลกไม่ได้สมรสและไม่มีบุตรจริง ผู้สืบสันดานในชั้นหลานย่อมเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับแรก ในข้อนี้คำฟ้องของโจทก์บรรยายต่อไปว่านายหวาดบิดาโจทก์เป็นทายาทของอำแดงแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามคำเบิกความของนายนเรศบุตรจำเลยที่ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินในสัญญาดังกล่าว ได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะให้ดังกล่าวนายหวาดบิดาโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นนายหวาดย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทได้เอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยบุคคลที่ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลโดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่มีมูลความจริง และขัดต่อเหตุผลดังที่ระบุในสัญญาดังกล่าวว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งหากโจทก์สามารถดำเนินการจนทำให้จำเลยสามารถได้กรรมสิทธิ์ จำเลยจะแบ่งให้โจทก์ 6 ส่วน โดยจำเลยได้ 1 ส่วน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งตามตามคำฟ้องของโจทก์ระบุชัดเจนว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของอำแดงแปลกโดยได้รับอนุญาตจากนายหวาดบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของอำแดงแปลก แสดงว่าการที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของนายหวาดบิดาโจทก์ หาใช่การครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่ การทำสัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมีใจความเช่นนี้จึงมีสาระสำคัญอันเป็นความเท็จ ซึ่งหลังจากทำสัญญาดังกล่าวมีการไปยื่นคำร้องขออันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อจนมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ย่อมต้องคำนึงถึงการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมตามความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นการทำโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับข่มขู่ หลอกลวง หรือกลฉ้อฉลดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาดังกล่าวก็ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินเพื่อตนมิใช่ครอบครองแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพราะข้อเท็จจริงจำเลยยืนยันว่าจำเลยครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์นั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของอำแดงแปลก และจำเลยก็กล่าวแก้ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ทำให้ที่ดินตกเป็นของจำเลยโดยผลของกฎหมายแล้ว ครั้นเมื่อโจทก์แพ้คดีกลับอ้างข้อต่อสู้ของจำเลยมาเป็นประโยชน์ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ทั้งไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้ ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยโดยจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง หาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-นพพร โพธิรังสิยากร) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายพรชัย เหลียวพัฒนพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2732/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ976/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1724/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540887
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายพรชัย เหลียวพัฒนพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982442"
    }
}
date
2556
deka_no
1506/2556
deka_running_no
1506
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "นพพร โพธิรังสิยากร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150",
            "ม. 1382"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสวัสดิ์ กลั่นประชา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเขิน เนตรประชา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 98783 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้โจทก์ 6 ส่วน เป็นเนื้อที่ 312.85 ตารางวา จากบริเวณที่เป็นบ้านของจำเลยทางทิศเหนือไปทางทิศใต้ตลอดแนวตามรูปแผนที่ที่ดิน โดยให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 80,000 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 98783 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ 6 ใน 7 ส่วนของที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2521 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 1 ไร่ 40 ตารางวา มีชื่ออำแดงแปลกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อำแดงแปลกไม่ได้สมรสและไม่มีบุตร อำแดงแปลกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 นายหวาดเป็นหลานของอำแดงแปลก ส่วนโจทก์เป็นบุตรของนายหวาดกับนางทองสุข

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขัดต่อความสงบเรียบร้อยและตกเป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขัดต่อเหตุผลในสาระสำคัญ เพราะหากถือตามคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของอำแดงแปลก เมื่ออำแดงแปลกถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ซึ่งหากอำแดงแปลกไม่ได้สมรสและไม่มีบุตรจริง ผู้สืบสันดานในชั้นหลานย่อมเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับแรก ในข้อนี้คำฟ้องของโจทก์บรรยายต่อไปว่านายหวาดบิดาโจทก์เป็นทายาทของอำแดงแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามคำเบิกความของนายนเรศบุตรจำเลยที่ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินในสัญญาดังกล่าว ได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะให้ดังกล่าวนายหวาดบิดาโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นนายหวาดย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทได้เอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยบุคคลที่ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลโดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่มีมูลความจริง และขัดต่อเหตุผลดังที่ระบุในสัญญาดังกล่าวว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งหากโจทก์สามารถดำเนินการจนทำให้จำเลยสามารถได้กรรมสิทธิ์ จำเลยจะแบ่งให้โจทก์ 6 ส่วน โดยจำเลยได้ 1 ส่วน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งตามตามคำฟ้องของโจทก์ระบุชัดเจนว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของอำแดงแปลกโดยได้รับอนุญาตจากนายหวาดบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของอำแดงแปลก แสดงว่าการที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของนายหวาดบิดาโจทก์ หาใช่การครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่ การทำสัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมีใจความเช่นนี้จึงมีสาระสำคัญอันเป็นความเท็จ ซึ่งหลังจากทำสัญญาดังกล่าวมีการไปยื่นคำร้องขออันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อจนมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ย่อมต้องคำนึงถึงการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมตามความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นการทำโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับข่มขู่ หลอกลวง หรือกลฉ้อฉลดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาดังกล่าวก็ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินเพื่อตนมิใช่ครอบครองแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพราะข้อเท็จจริงจำเลยยืนยันว่าจำเลยครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์นั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของอำแดงแปลก และจำเลยก็กล่าวแก้ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ทำให้ที่ดินตกเป็นของจำเลยโดยผลของกฎหมายแล้ว ครั้นเมื่อโจทก์แพ้คดีกลับอ้างข้อต่อสู้ของจำเลยมาเป็นประโยชน์ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ทั้งไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้ ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยโดยจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง หาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ976/2548
primary_red_case_no
พ1724/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000380.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2732/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556