คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6301/2556 ฉบับเต็ม

#540892
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6301/2556 นายกิตติธัช ฉวีทอง ผู้ร้อง ป.พ.พ. มาตรา 1713, มาตรา 1719, มาตรา 1720 แม้ผู้ร้องจะมิได้เป็นทายาทของผู้ตาย แต่การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกย่อมทำให้ผู้ร้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก และอาจต้องรับผิดต่อทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และ 1720 จึงถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นางจิตรา ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิตรา ผู้ตาย ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วงดไต่สวนและมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับมรดกของผู้ตาย จึงยกคำร้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นางจิตรา ผู้ตาย ทำพินัยกรรมตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดว่า ผู้มีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ คือ ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ สำหรับคดีนี้แม้ผู้ร้องจะไม่ได้เป็นทายาทของผู้ตายแต่การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกย่อมทำให้ผู้ร้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก และอาจต้องรับผิดต่อทายาท ตามมาตรา 1719 และ 1720 จึงถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก คำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่ (พิทยา บุญชู-สมควร วิเชียรวรรณ-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลจังหวัดนครปฐม - นางสาวกษมา ลอยเจิ่ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3565/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ793/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ897/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540892
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นางสาวกษมา ลอยเจิ่ง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981437"
    }
}
date
2556
deka_no
6301/2556
deka_running_no
6301
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พิทยา บุญชู",
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1713",
            "ม. 1719",
            "ม. 1720"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายกิตติธัช ฉวีทอง"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นางจิตรา ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิตรา ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วงดไต่สวนและมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับมรดกของผู้ตาย จึงยกคำร้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นางจิตรา ผู้ตาย ทำพินัยกรรมตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลอื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กำหนดว่า ผู้มีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ คือ ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ สำหรับคดีนี้แม้ผู้ร้องจะไม่ได้เป็นทายาทของผู้ตายแต่การที่ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกย่อมทำให้ผู้ร้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก และอาจต้องรับผิดต่อทายาท ตามมาตรา 1719 และ 1720 จึงถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก คำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
opensearch_id
primary_black_case_no
พ793/2555
primary_red_case_no
พ897/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000371.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3565/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556