คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2556 ฉบับเต็ม

#540898
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2845/2556 นางดาหวัน บุตรโยจันโท โจทก์ นายศุภชัย ไตรณรงค์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 421 การฟ้องคดีต่อศาลตามปกติย่อมเป็นการกระทำโดยชอบ เพราะเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิของตนทางศาลอันเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาต การใช้สิทธิเช่นนี้ไม่เป็นการผิดกฎหมายเว้นแต่จะปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต การที่โจทก์เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาข่มขู่ ขู่เข็ญให้เกิดความกลัว ดูหมิ่นซึ่งหน้าและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร้องเรียนจำเลยต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยในเรื่องเดียวกัน ย่อมมีมูลทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าโจทก์หมิ่นประมาทจำเลย จึงได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานหมิ่นประมาท มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยปั้นเรื่องขึ้นฟ้องโจทก์แต่อย่างใด แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าการกระทำของโจทก์ไม่เป็นการหมิ่นประมาทจำเลยก็ยังไม่พอฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิอันไม่สุจริตอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวแก้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในประเด็นนี้จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า การที่จำเลยไปฟ้องร้องโจทก์เป็นคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทและไปเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันคำฟ้อง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีต่อศาลนั้นตามปกติย่อมเป็นการกระทำโดยชอบ เพราะเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิของตนทางศาลอันเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาต การใช้สิทธิเช่นนี้ไม่เป็นการผิดกฎหมายแต่อย่างใด เว้นไว้แต่จะปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต มิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาล หากแต่จงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอภูเขียวให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาข่มขู่ ขู่เข็ญให้เกิดความกลัว ดูหมิ่นซึ่งหน้าและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งได้ร้องเรียนจำเลยต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิเขต 2 ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ข่มขู่ อาฆาตและด่าประจานโจทก์ในที่ประชุม ซึ่งการที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและร้องเรียนจำเลยต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยดังกล่าวมีมูลที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าโจทก์หมิ่นประมาทจำเลย จึงได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานหมิ่นประมาท มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยปั้นเรื่องขึ้นฟ้องโจทก์แต่อย่างใด แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการหมิ่นประมาทจำเลย แต่ข้อความที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในการร้องทุกข์และร้องเรียนนั้น จะเป็นการหมิ่นประมาทจำเลยหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันจำเลยอาจเห็นว่าเป็นข้อความหมิ่นประมาทก็ได้ จึงยังไม่พอฟังว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ฐานหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์) ศาลจังหวัดภูเขียว - นายอุดม มีแสง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายไพบูลย์ ชูโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.838/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ470/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1312/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540898
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเขียว",
        "judge": "นายอุดม มีแสง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายไพบูลย์ ชูโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982107"
    }
}
date
2556
deka_no
2845/2556
deka_running_no
2845
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 421"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางดาหวัน บุตรโยจันโท"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศุภชัย ไตรณรงค์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวแก้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงเป็นประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในประเด็นนี้จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า การที่จำเลยไปฟ้องร้องโจทก์เป็นคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทและไปเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันคำฟ้อง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีต่อศาลนั้นตามปกติย่อมเป็นการกระทำโดยชอบ เพราะเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิของตนทางศาลอันเป็นสิ่งที่กฎหมายอนุญาต การใช้สิทธิเช่นนี้ไม่เป็นการผิดกฎหมายแต่อย่างใด เว้นไว้แต่จะปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต มิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาล หากแต่จงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอภูเขียวให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาข่มขู่ ขู่เข็ญให้เกิดความกลัว ดูหมิ่นซึ่งหน้าและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งได้ร้องเรียนจำเลยต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิเขต 2 ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ได้ข่มขู่ อาฆาตและด่าประจานโจทก์ในที่ประชุม ซึ่งการที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและร้องเรียนจำเลยต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยดังกล่าวมีมูลที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าโจทก์หมิ่นประมาทจำเลย จึงได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานหมิ่นประมาท มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยปั้นเรื่องขึ้นฟ้องโจทก์แต่อย่างใด แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการหมิ่นประมาทจำเลย แต่ข้อความที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในการร้องทุกข์และร้องเรียนนั้น จะเป็นการหมิ่นประมาทจำเลยหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันจำเลยอาจเห็นว่าเป็นข้อความหมิ่นประมาทก็ได้ จึงยังไม่พอฟังว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ฐานหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ470/2549
primary_red_case_no
พ1312/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000377.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.838/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556