คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10906/2555 ฉบับเต็ม

#540904
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10906/2555 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.ลอฟตี้ เอ็นจิเนียริ่ง โจทก์ บริษัทเอ็มเอเอ เคเค เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือบริษัทเคเค เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 82, มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ตามสัญญาจ้างไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมไว้กับราคาค่าจ้าง ทั้งจำนวนเงินค่าจ้างตามสัญญาก็ตรงกับใบเสนอราคา โดยใบเสนอราคามีข้อสังเกตระบุว่า ราคานี้ไม่รวมภาษี จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีข้อตกลงให้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในจำนวนเงินค่าจ้างด้วย ในส่วนงานว่าจ้างตกแต่งเพิ่มเติมอาคารสำนักงานใหญ่ งานติดตั้งโคมไฟฟ้า และตกแต่งอาคารสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งจำเลยหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้ร้อยละ 3 หากมีข้อตกลงให้ภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ในค่าจ้างด้วย จำเลยก็น่าจะแยกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มออกต่างหากจากจำนวนเงินที่จะนำมาคำนวณเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังกล่าว ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่จัดทำและออกใบกำกับภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีขาย ส่วนจำเลยก็มิได้เรียกเอาใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์เป็นหลักฐานนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 82 บัญญัติให้ผู้ประกอบการเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2,548,385.92 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,548,385.92 บาท ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำนวนเงินค่าจ้างตามที่โจทก์จำเลยตกลงกันได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าด้วยแล้วหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจะรวมไว้ในสัญญาจ้างทำของด้วยหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เป็นเอกสารเท็จที่ทำขึ้นเพื่อให้หลงเชื่อว่าโจทก์ได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยโดยชอบแล้ว เมื่อค่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเข้าไว้ในค่าบริการด้วยแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแยกจากค่าบริการให้แก่โจทก์อีก ส่วนงานว่าจ้างตกแต่งอาคารสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่า 1,073,512 บาท นั้น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แสดงรายละเอียดการรับเงินซึ่งโจทก์ได้รับเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ทั้งใบสำคัญการจ่ายเงินของจำเลยได้แยกราคาค่าบริการออกจากค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างชัดเจน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลย ซึ่งระบุชัดแจ้งว่าได้ผ่านการเจรจาต่อรองแล้วนั้น ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าคู่สัญญาตกลงกันให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมไว้กับราคาค่าจ้าง 31,250,000 บาท ทั้งจำนวนเงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวก็ตรงกับใบเสนอราคา โดยใบเสนอราคาดังกล่าวมีข้อสังเกตระบุไว้ว่า ราคานี้ไม่รวมภาษี หากจำเลยมีเจตนาให้จำนวนเงินค่าจ้างรวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ด้วย อันเป็นข้อแตกต่างไปจากที่ปรากฏในใบเสนอราคาในส่วนสาระสำคัญ ก็น่าจะต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาจ้าง ดังนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าสัญญาจ้างมีข้อตกลงให้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในจำนวนเงินค่าจ้างด้วย การที่โจทก์เคยออกใบแจ้งหนี้ โดยไม่ได้เรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเป็นเพียงโจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4 ในส่วนงานว่าจ้างให้ตกแต่งเพิ่มเติมอาคารสำนักงานใหญ่ มูลค่าจำนวน 4,049,441 บาท ว่าจ้างติดตั้งโคมไฟฟ้า จำนวน 32,560 บาท และว่าจ้างตกแต่งอาคารสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1,073,512 บาท นั้น จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ หักภาษีและนำส่งไว้เป็นจำนวน 121,483.23 บาท จำนวน 976.80 บาท และจำนวน 32,205.36 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นการคำนวณหักภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของเงินค่าจ้างทั้งจำนวน หากมีข้อตกลงให้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ในค่าจ้างด้วย จำเลยก็น่าจะต้องแยกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มออกต่างหากจากจำนวนเงินที่จะนำมาคำนวณเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าว ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่จัดทำและออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเรียกเก็บภาษีขาย ส่วนจำเลยก็มิได้เรียกเอาใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์เป็นหลักฐานนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ กรณีมิใช่ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งของราคาค่าจ้างดังที่จำเลยอ้าง แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 82 บัญญัติให้ผู้ประกอบการเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยผู้ว่าจ้างโจทก์ได้ จำเลยในฐานะผู้รับบริการมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (เกษม เกษมปัญญา-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-จินดา ปัณฑะโชติ) ศาลภาษีอากรกลาง - นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.4/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ120/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ251/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540904
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081985234"
    }
}
date
2555
deka_no
10906/2555
deka_running_no
10906
deka_year
2555
department
ภาษีอากร
judges
[
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "จินดา ปัณฑะโชติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 82",
            "ม. 82/4 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.ลอฟตี้ เอ็นจิเนียริ่ง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเอ็มเอเอ เคเค เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือบริษัทเคเค เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2,548,385.92 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,548,385.92 บาท ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำนวนเงินค่าจ้างตามที่โจทก์จำเลยตกลงกันได้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าด้วยแล้วหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจะรวมไว้ในสัญญาจ้างทำของด้วยหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี เป็นเอกสารเท็จที่ทำขึ้นเพื่อให้หลงเชื่อว่าโจทก์ได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่จำเลยโดยชอบแล้ว เมื่อค่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเข้าไว้ในค่าบริการด้วยแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแยกจากค่าบริการให้แก่โจทก์อีก ส่วนงานว่าจ้างตกแต่งอาคารสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่า 1,073,512 บาท นั้น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แสดงรายละเอียดการรับเงินซึ่งโจทก์ได้รับเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ทั้งใบสำคัญการจ่ายเงินของจำเลยได้แยกราคาค่าบริการออกจากค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างชัดเจน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลย ซึ่งระบุชัดแจ้งว่าได้ผ่านการเจรจาต่อรองแล้วนั้น ไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าคู่สัญญาตกลงกันให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมไว้กับราคาค่าจ้าง 31,250,000 บาท ทั้งจำนวนเงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าวก็ตรงกับใบเสนอราคา โดยใบเสนอราคาดังกล่าวมีข้อสังเกตระบุไว้ว่า ราคานี้ไม่รวมภาษี หากจำเลยมีเจตนาให้จำนวนเงินค่าจ้างรวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ด้วย อันเป็นข้อแตกต่างไปจากที่ปรากฏในใบเสนอราคาในส่วนสาระสำคัญ ก็น่าจะต้องระบุไว้ให้ชัดแจ้งในสัญญาจ้าง ดังนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าสัญญาจ้างมีข้อตกลงให้รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในจำนวนเงินค่าจ้างด้วย การที่โจทก์เคยออกใบแจ้งหนี้ โดยไม่ได้เรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงเป็นเพียงโจทก์มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/4 ในส่วนงานว่าจ้างให้ตกแต่งเพิ่มเติมอาคารสำนักงานใหญ่ มูลค่าจำนวน 4,049,441 บาท ว่าจ้างติดตั้งโคมไฟฟ้า จำนวน 32,560 บาท และว่าจ้างตกแต่งอาคารสำนักงานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1,073,512 บาท นั้น จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ หักภาษีและนำส่งไว้เป็นจำนวน 121,483.23 บาท จำนวน 976.80 บาท และจำนวน 32,205.36 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นการคำนวณหักภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของเงินค่าจ้างทั้งจำนวน หากมีข้อตกลงให้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ในค่าจ้างด้วย จำเลยก็น่าจะต้องแยกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มออกต่างหากจากจำนวนเงินที่จะนำมาคำนวณเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าว ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่จัดทำและออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเรียกเก็บภาษีขาย ส่วนจำเลยก็มิได้เรียกเอาใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์เป็นหลักฐานนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ กรณีมิใช่ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นส่วนหนึ่งของราคาค่าจ้างดังที่จำเลยอ้าง แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 82 บัญญัติให้ผู้ประกอบการเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน มีสิทธิเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยผู้ว่าจ้างโจทก์ได้ จำเลยในฐานะผู้รับบริการมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ120/2551
primary_red_case_no
พ251/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000404.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.4/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555