คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2556 ฉบับเต็ม

#540915
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2556 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายภาคินหรือธนพงศ์ มาลีบูชา จำเลย ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) บริษัท ร. ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต พ. ทราบว่าตนในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท จะต้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงให้ตนเองพ้นความรับผิดทางอาญาโดยให้จำเลยเป็นผู้รับโทษในทางอาญาแทนตน ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัท ร. และจำเลยเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย คดีถึงที่สุด นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่าง พ. กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ. ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยรับโอนหุ้นของผู้เสียหายมาเพื่อครอบครองแทนแล้วเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยักยอกทรัพย์ตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 5 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายโอนหุ้นให้จำเลยครอบครองแทนเท่านั้น การที่จำเลยอ้างว่าหุ้นบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น ตามฟ้องเป็นของตนเพราะผู้เสียหายโอนให้โดยชอบเป็นการแสดงถึงเจตนาทุจริต ถือเอาประโยชน์โดยไม่ชอบจากการที่ผู้เสียหายหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เสียหายต้องรับผิดตามกฎหมาย แม้จะมิได้เป็นไปตามครรลองโดยชอบ แต่จำเลยก็หาอาจอ้างเหตุดังกล่าวถือเอาหุ้นจำนวนดังกล่าวเป็นของตน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ก่อนเกิดเหตุนายพิศิษฐ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท นายพิศิษฐ์ทราบว่าบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและทราบว่าตนในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจะต้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงจดทะเบียนโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยจำนวน 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และนายสิงหนาถกับจำเลย เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4841/2546 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายพิศิษฐ์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามที่ได้ความยุตินั้น บริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและนายพิศิษฐ์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทได้โอนหุ้นของตนและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงให้ตนเองพ้นความรับผิดทางอาญา โดยให้จำเลยเป็นผู้รับโทษในทางอาญาแทนตน นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างนายพิศิษฐ์กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นายพิศิษฐ์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (วีระพล ตั้งสุวรรณ-สุนทร ทรงฤกษ์-วันทนี กีรติพิบูล) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายเนติพันธ์ บุญมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพลศักดิ์ พฤกษาฎาจันทร์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1986/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ5944/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1914/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540915
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นายเนติพันธ์ บุญมา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายพลศักดิ์ พฤกษาฎาจันทร์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982225"
    }
}
date
2556
deka_no
2416/2556
deka_running_no
2416
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ",
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "วันทนี กีรติพิบูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 352 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายภาคินหรือธนพงศ์ มาลีบูชา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยรับโอนหุ้นของผู้เสียหายมาเพื่อครอบครองแทนแล้วเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยักยอกทรัพย์ตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 5 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายโอนหุ้นให้จำเลยครอบครองแทนเท่านั้น การที่จำเลยอ้างว่าหุ้นบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น ตามฟ้องเป็นของตนเพราะผู้เสียหายโอนให้โดยชอบเป็นการแสดงถึงเจตนาทุจริต ถือเอาประโยชน์โดยไม่ชอบจากการที่ผู้เสียหายหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เสียหายต้องรับผิดตามกฎหมาย แม้จะมิได้เป็นไปตามครรลองโดยชอบ แต่จำเลยก็หาอาจอ้างเหตุดังกล่าวถือเอาหุ้นจำนวนดังกล่าวเป็นของตน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ก่อนเกิดเหตุนายพิศิษฐ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท นายพิศิษฐ์ทราบว่าบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและทราบว่าตนในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจะต้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงจดทะเบียนโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยจำนวน 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และนายสิงหนาถกับจำเลย เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4841/2546 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายพิศิษฐ์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามที่ได้ความยุตินั้น บริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและนายพิศิษฐ์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทได้โอนหุ้นของตนและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงให้ตนเองพ้นความรับผิดทางอาญา โดยให้จำเลยเป็นผู้รับโทษในทางอาญาแทนตน นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างนายพิศิษฐ์กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นายพิศิษฐ์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ5944/2549
primary_red_case_no
อ1914/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000378.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1986/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556