คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14553/2555 ฉบับเต็ม

#540925
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14553/2555 พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง โจทก์ นางฐิติรัตน์หรือเก่ง ประกอบทอง กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 218 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่นั้น ศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 265, 266, 268, 341, 352 ริบของกลางและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 7,550,105 บาท จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) รวม 5 กระทง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม 5 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี ริบของกลาง คำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 7,550,105 บาท ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันแล้ว จึงให้ยก ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 นำสืบว่าใช้เอกสารปลอมจริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกราชการปลอม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้สำหรับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เป็นความผิด 2 กระทง และปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน กับให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เมื่อคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 เองก็ยอมรับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังตามคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงหาใช่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นก็เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 (วิรุฬห์ แสงเทียน-ปดารณี ลัดพลี-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี) ศาลจังหวัดลำปาง - นายมีศักดิ์ พยับวิภาพงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3940/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ423/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ337/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540925
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดลำปาง",
        "judge": "นายมีศักดิ์ พยับวิภาพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081984183"
    }
}
date
2555
deka_no
14553/2555
deka_running_no
14553
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 218"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางฐิติรัตน์หรือเก่ง ประกอบทอง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 265, 266, 268, 341, 352 ริบของกลางและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 7,550,105 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) รวม 5 กระทง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม 5 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี ริบของกลาง คำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 7,550,105 บาท ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันแล้ว จึงให้ยก ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 นำสืบว่าใช้เอกสารปลอมจริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกราชการปลอม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้สำหรับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เป็นความผิด 2 กระทง และปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน กับให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เมื่อคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 เองก็ยอมรับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังตามคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงหาใช่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นก็เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ423/2550
primary_red_case_no
อ337/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000395.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3940/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555