คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6630/2556 ฉบับเต็ม

#540926
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6630/2556 นางชุติมาพร บุตรเวียงพันธ์ โจทก์ นายสงัด ไสลวงษ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ป.อ. มาตรา 362 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, มาตรา 25 (4) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 362 และมีคำขอในส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเกินกว่า 300,000 บาท ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบและไม่ก่อสิทธิให้จำเลยอุทธรณ์ฎีกาได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทบริเวณพื้นที่สีแดง เนื้อที่ 8 ไร่เศษ ที่มีการครอบครองของโจทก์และทายาทอื่น และขนย้ายออกไปให้พ้นจากที่ดินดังกล่าวพร้อมกับทำให้ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเรียบร้อยเช่นเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนขนย้ายออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก 300,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง แต่ให้พิจารณาคดีแพ่งต่อไป จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 70,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทแล้วขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับทำให้ที่ดินมีสภาพเรียบร้อยดังเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนขนย้ายออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง กับห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท คดีส่วนแพ่งจำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งมีทุนทรัพย์พิพาทเท่าราคาที่ดินพิพาทรวมกับทุนทรัพย์ในส่วนของค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 250,000 บาท ตามคำแถลงขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มของจำเลยฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน 300,000 บาท ทุนทรัพย์ของคดีนี้จึงเกินกว่า 300,000 บาท เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในคดีส่วนแพ่งอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์ที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท ย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยอุทธรณ์ฎีกาได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และฎีกาของจำเลย ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลให้แก่โจทก์และจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับแก่โจทก์และจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องคดีในส่วนแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจต่อไป (แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์-ปดารณี ลัดพลี-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย) ศาลแขวงขอนแก่น - นายสถาบัน บุญเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายชะรัตน์ สุวรรณมา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3960/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ7094/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2087/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540926
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงขอนแก่น",
        "judge": "นายสถาบัน บุญเติม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายชะรัตน์ สุวรรณมา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981333"
    }
}
date
2556
deka_no
6630/2556
deka_running_no
6630
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 362"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "law_abbr": "พระธรรมนูญศาลยุติธรรม",
        "sections": [
            "ม. 17",
            "ม. 25 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางชุติมาพร บุตรเวียงพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสงัด ไสลวงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทบริเวณพื้นที่สีแดง เนื้อที่ 8 ไร่เศษ ที่มีการครอบครองของโจทก์และทายาทอื่น และขนย้ายออกไปให้พ้นจากที่ดินดังกล่าวพร้อมกับทำให้ที่ดินดังกล่าวมีสภาพเรียบร้อยเช่นเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนขนย้ายออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก 300,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง แต่ให้พิจารณาคดีแพ่งต่อไป

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามโจทก์และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 70,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่จำเลยปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทแล้วขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับทำให้ที่ดินมีสภาพเรียบร้อยดังเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนขนย้ายออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเอง กับห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท คดีส่วนแพ่งจำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งมีทุนทรัพย์พิพาทเท่าราคาที่ดินพิพาทรวมกับทุนทรัพย์ในส่วนของค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 250,000 บาท ตามคำแถลงขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มของจำเลยฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน 300,000 บาท ทุนทรัพย์ของคดีนี้จึงเกินกว่า 300,000 บาท เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในคดีส่วนแพ่งอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาด้วย กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์ที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท ย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้องคดีแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยอุทธรณ์ฎีกาได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และฎีกาของจำเลย ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลให้แก่โจทก์และจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับแก่โจทก์และจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องคดีในส่วนแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
อ7094/2552
primary_red_case_no
อ2087/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000370.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3960/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556