คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4951/2556 ฉบับเต็ม

#540929
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4951/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวสมนึก สมอยู่ จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยและผู้เสียหายเป็นหุ้นส่วนกันลงทุนซื้อเหล็กในแต่ละครั้ง เมื่อขายเหล็กได้ จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คตามยอดเงินที่ขายได้ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งจะมียอดเงินในเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเปรียบเทียบกับรายการซื้อขายเหล็ก ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับแก่ผู้เสียหายตามมูลค่าการขายเหล็กซึ่งยังไม่ได้แบ่งเงินตามข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนกันเป็นยอดเงินสุทธิว่ามีจำนวนเท่าใด ทำให้ขณะนั้นจำเลยยังไม่มีหนี้ที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับโดยยังไม่มีมูลหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษ รวม 22 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 66 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่าเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับ จำเลยสั่งจ่ายให้ผู้เสียหายในกรณีที่ขายเหล็กมาได้และจ่ายเงินผู้เสียหายคืนเงินทุนและกำไร โดยผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยกับผู้เสียหายร่วมลงทุนค้าขายกันจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยแต่แบ่งผลกำไรกันตามรายการซื้อขายเหล็กเอกสารหมาย จ.1 รายละเอียดในรายการไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยแต่เป็นการแบ่งผลกำไรกันเท่านั้น ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก มีระบุว่าทุนเท่าไร หักดอกเบี้ยเท่าไร แล้วจึงมาเขียนรายละเอียดในภายหลัง เอกสารหมาย จ.1 บางฉบับเกี่ยวกับรายการมีการคิดดอกเบี้ยด้วยเป็นเพราะบางครั้งที่จำเลยไปซื้อเหล็กร่วมกับผู้เสียหายแต่จำเลยไม่มีเงินทุนจึงยืมเงินผู้เสียหายและจะให้ดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยจะต้องสั่งจ่ายเช็คที่ขายเหล็กให้ผู้เสียหายก่อน แล้วผู้เสียหายนำเรียกเก็บเงินภายหลังจึงแบ่งผลกำไรให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ตามรายการเอกสารหมาย จ.1 เป็นรายการที่จำเลยทำให้ผู้เสียหายก่อนซื้อเหล็กเพื่อร่วมลงทุนกัน ส่วนเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเมื่อขายเหล็กได้แล้วรวมต้นทุนและกำไรให้ผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเรียกเก็บเงินได้แล้วจะนำกำไรมาแบ่งให้จำเลยคนละครึ่ง ข้อเท็จจริงสรุปฟังได้ว่า จำเลยและผู้เสียหายเป็นหุ้นส่วนกันลงทุนซื้อเหล็กในแต่ละครั้ง เมื่อขายเหล็กได้ จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คตามยอดเงินที่ขายได้ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งจะมียอดเงินในเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเปรียบเทียบกับรายการซื้อขายเหล็กตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับแก่ผู้เสียหายตามมูลค่าการขายเหล็กซึ่งยังไม่ได้แบ่งเงินตามข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนกันเป็นยอดเงินสุทธิว่ามีจำนวนเท่าใด ทำให้ขณะนั้นจำเลยยังไม่มีหนี้ที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับโดยยังไม่มีมูลหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พิศล พิรุณ-เสรี เพศประเสริฐ) ศาลแขวงดุสิต - นายวุฒิพงษ์ แจ่มกระจาย ศาลอุทธรณ์ - นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4730/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ6062/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4318/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540929
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงดุสิต",
        "judge": "นายวุฒิพงษ์ แจ่มกระจาย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981663"
    }
}
date
2556
deka_no
4951/2556
deka_running_no
4951
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พิศล พิรุณ",
    "เสรี เพศประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสมนึก สมอยู่"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษ รวม 22 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 66 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่าเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับ จำเลยสั่งจ่ายให้ผู้เสียหายในกรณีที่ขายเหล็กมาได้และจ่ายเงินผู้เสียหายคืนเงินทุนและกำไร โดยผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยกับผู้เสียหายร่วมลงทุนค้าขายกันจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยแต่แบ่งผลกำไรกันตามรายการซื้อขายเหล็กเอกสารหมาย จ.1 รายละเอียดในรายการไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยแต่เป็นการแบ่งผลกำไรกันเท่านั้น ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก มีระบุว่าทุนเท่าไร หักดอกเบี้ยเท่าไร แล้วจึงมาเขียนรายละเอียดในภายหลัง เอกสารหมาย จ.1 บางฉบับเกี่ยวกับรายการมีการคิดดอกเบี้ยด้วยเป็นเพราะบางครั้งที่จำเลยไปซื้อเหล็กร่วมกับผู้เสียหายแต่จำเลยไม่มีเงินทุนจึงยืมเงินผู้เสียหายและจะให้ดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยจะต้องสั่งจ่ายเช็คที่ขายเหล็กให้ผู้เสียหายก่อน แล้วผู้เสียหายนำเรียกเก็บเงินภายหลังจึงแบ่งผลกำไรให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ตามรายการเอกสารหมาย จ.1 เป็นรายการที่จำเลยทำให้ผู้เสียหายก่อนซื้อเหล็กเพื่อร่วมลงทุนกัน ส่วนเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเมื่อขายเหล็กได้แล้วรวมต้นทุนและกำไรให้ผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเรียกเก็บเงินได้แล้วจะนำกำไรมาแบ่งให้จำเลยคนละครึ่ง ข้อเท็จจริงสรุปฟังได้ว่า จำเลยและผู้เสียหายเป็นหุ้นส่วนกันลงทุนซื้อเหล็กในแต่ละครั้ง เมื่อขายเหล็กได้ จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คตามยอดเงินที่ขายได้ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งจะมียอดเงินในเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเปรียบเทียบกับรายการซื้อขายเหล็กตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับแก่ผู้เสียหายตามมูลค่าการขายเหล็กซึ่งยังไม่ได้แบ่งเงินตามข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนกันเป็นยอดเงินสุทธิว่ามีจำนวนเท่าใด ทำให้ขณะนั้นจำเลยยังไม่มีหนี้ที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับโดยยังไม่มีมูลหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ6062/2548
primary_red_case_no
อ4318/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000373.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4730/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556