คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22674/2555 ฉบับเต็ม

#540935
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22674/2555 พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นายจัตตุวัฒน์ ดีปราสัย จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, มาตรา 15 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ได้ให้บทนิยามคำว่า "นำเข้า" หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร การที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย โดยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมาด้วยดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะได้เมทแอมเฟตามีนมาจากใครและด้วยวิธีการอย่างไร หรือเป็นการนำติดตัวจากประเทศไทยดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แหล่งที่มาและการได้มาซึ่งเมทแอมเฟตามีนก่อนการนำเข้าจึงมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 65 วรรคหนึ่ง, 67, 91, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท รวมจำคุก 33 ปี 7 เดือน และปรับ 805,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนว่าจำเลยได้มาจากไหน ต้องถือว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้น ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากสิบตำรวจเอกปฏิวัติ ดาบตำรวจจำนงค์ และดาบตำรวจสิทธิพงษ์ ผู้ร่วมจับกุมว่า พยานทั้งสามร่วมกันจับกุมจำเลยในทันทีที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยทางด่านถาวรช่องสะงำและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 4 เม็ดครึ่ง ของกลางซุกซ่อนในกระเป๋าเล็กของกางเกงยีนข้างขวาที่จำเลยสวมใส่ ซึ่งจำเลยนำสืบว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองจริง เพียงแต่อ้างว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซื้อและนำติดตัวไปขณะเดินทางเข้าไปในประเทศกัมพูชาเท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ได้ให้บทนิยามคำว่า "นำเข้า" หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย โดยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมาด้วยดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะได้เมทแอมเฟตามีนมาจากใครและด้วยวิธีการอย่างไร หรือเป็นการนำติดตัวจากประเทศไทยดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แหล่งที่มาและการได้มาซึ่งเมทแอมเฟตามีนก่อนการนำเข้าจึงมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่านี้ได้อีก และโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกและปรับด้วยนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับในความผิดฐานนี้ นอกจากนี้จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การพิจารณาฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 4 เม็ดครึ่ง เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรให้จำเลยกึ่งหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 25 ปีและปรับ 600,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี 3 เดือน และปรับ 600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (เกษม เกษมปัญญา-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์) ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสาวมัณฑนา อิสสระโชติ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายภาภูมิ สรอัฑฒ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5518/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1049/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ428/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540935
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดศรีสะเกษ",
        "judge": "นางสาวมัณฑนา อิสสระโชติ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายภาภูมิ สรอัฑฒ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982788"
    }
}
date
2555
deka_no
22674/2555
deka_running_no
22674
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์",
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจัตตุวัฒน์ ดีปราสัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 65 วรรคหนึ่ง, 67, 91, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท รวมจำคุก 33 ปี 7 เดือน และปรับ 805,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนว่าจำเลยได้มาจากไหน ต้องถือว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้น ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากสิบตำรวจเอกปฏิวัติ ดาบตำรวจจำนงค์ และดาบตำรวจสิทธิพงษ์ ผู้ร่วมจับกุมว่า พยานทั้งสามร่วมกันจับกุมจำเลยในทันทีที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทยทางด่านถาวรช่องสะงำและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 4 เม็ดครึ่ง ของกลางซุกซ่อนในกระเป๋าเล็กของกางเกงยีนข้างขวาที่จำเลยสวมใส่ ซึ่งจำเลยนำสืบว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองจริง เพียงแต่อ้างว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยซื้อและนำติดตัวไปขณะเดินทางเข้าไปในประเทศกัมพูชาเท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ได้ให้บทนิยามคำว่า "นำเข้า" หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนั้น การที่จำเลยเดินทางจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย โดยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมาด้วยดังกล่าวไม่ว่าจำเลยจะได้เมทแอมเฟตามีนมาจากใครและด้วยวิธีการอย่างไร หรือเป็นการนำติดตัวจากประเทศไทยดังที่จำเลยอ้างหรือไม่ ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว แหล่งที่มาและการได้มาซึ่งเมทแอมเฟตามีนก่อนการนำเข้าจึงมิใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่านี้ได้อีก และโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ สำหรับฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกและปรับด้วยนั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ลงโทษปรับในความผิดฐานนี้ นอกจากนี้จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การพิจารณาฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 4 เม็ดครึ่ง เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรให้จำเลยกึ่งหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 25 ปีและปรับ 600,000 บาท รวมจำคุก 25 ปี 3 เดือน และปรับ 600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1049/2550
primary_red_case_no
อ428/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000383.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.5518/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555