คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22039/2555 ฉบับเต็ม

#540940
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22039/2555 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายจันทร์ โพธิหล้า จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 267 พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จย้ายชื่อบุคคลทั้งแปดเข้าไปมีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้อื่น และแจ้งย้ายชื่อ พ. และ น. วันเดียวกัน แจ้งย้ายชื่อ ก. ต. ย. และ ม. กับ ส. วันเดียวกัน กับแจ้งย้ายชื่อ ธ. อีกวันก็ตาม แต่จำเลยก็แจ้งย้ายชื่อบุคคลต่างรายกันและเข้าไปในทะเบียนบ้านคนละฉบับกัน จำเลยจึงมีเจตนากระทำความผิดแยกต่างหากจากกันตามจำนวนครั้งที่จำเลยแจ้งย้ายบุคคลเข้าไปมีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้อื่นแต่ละฉบับ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 267 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 8, 50 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และฐานกระทำการเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำการเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 21 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 21 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 7 กรรมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำในลักษณะและประเภทเดียวกัน กระทำต่างกันเพียง 3 วันการกระทำของจำเลยจึงเป็น 3 กรรมนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2550 จำเลยแจ้งย้ายชื่อนายพิชิตเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 72 และแจ้งย้ายชื่อนายนิรภัยเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 151 วันที่ 19 มกราคม 2550 จำเลยแจ้งย้ายชื่อนายเมธาเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 99 และวันที่ 25 มกราคม 2550 จำเลยแจ้งย้ายชื่อนายกาญจน์พิสิฐเข้าไปในทะเบียนบ้าน บ้านเลขที่ 172 แจ้งย้ายชื่อนายกิตติคุณเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 157 แจ้งย้ายชื่อนายสรายุทธเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 189 และแจ้งย้ายชื่อนางมะลิและนายสุรศักดิ์เข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 146 อันเป็นความเท็จ เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำความผิดในลักษณะดียวกันโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จย้ายชื่อบุคคลทั้งแปดเข้าไปมีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้อื่น และแจ้งย้ายชื่อนายพิชิตและนายนิรภัยวันเดียวกัน แจ้งย้ายชื่อนายกาญจน์พิสิฐ นายกิตติคุณ นายสรายุทธ และนางมะลิกับนายสุรศักดิ์วันเดียวกัน กับแจ้งย้ายชื่อนายเมธา อีกวันก็ตาม แต่จำเลยก็แจ้งย้ายชื่อบุคคลต่างรายกันและเข้าไปในทะเบียนบ้านคนละฉบับกัน จำเลยจึงมีเจตนากระทำความผิดแยกต่างหากจากกันตามจำนวนครั้งที่จำเลยแจ้งย้ายบุคคลเข้าไปมีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้อื่นแต่ละฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 7 กรรม มิใช่ 3 กรรมดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พศวัจณ์ กนกนาก-อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายจักรวาล ทนเกล้า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไชยผล สุรวงษ์สิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.624/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1952/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2211/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540940
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายจักรวาล ทนเกล้า"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายไชยผล สุรวงษ์สิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982910"
    }
}
date
2555
deka_no
22039/2555
deka_running_no
22039
deka_year
2555
department
แผนก
judges
[
    "พศวัจณ์ กนกนาก",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 267"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 50 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจันทร์ โพธิหล้า"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 267 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 8, 50

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และฐานกระทำการเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำการเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกกระทงละ 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 21 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 21 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 7 กรรมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำในลักษณะและประเภทเดียวกัน กระทำต่างกันเพียง 3 วันการกระทำของจำเลยจึงเป็น 3 กรรมนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2550 จำเลยแจ้งย้ายชื่อนายพิชิตเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 72 และแจ้งย้ายชื่อนายนิรภัยเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 151 วันที่ 19 มกราคม 2550 จำเลยแจ้งย้ายชื่อนายเมธาเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 99 และวันที่ 25 มกราคม 2550 จำเลยแจ้งย้ายชื่อนายกาญจน์พิสิฐเข้าไปในทะเบียนบ้าน บ้านเลขที่ 172 แจ้งย้ายชื่อนายกิตติคุณเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 157 แจ้งย้ายชื่อนายสรายุทธเข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 189 และแจ้งย้ายชื่อนางมะลิและนายสุรศักดิ์เข้าไปในทะเบียนบ้านบ้านเลขที่ 146 อันเป็นความเท็จ เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำความผิดในลักษณะดียวกันโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จย้ายชื่อบุคคลทั้งแปดเข้าไปมีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้อื่น และแจ้งย้ายชื่อนายพิชิตและนายนิรภัยวันเดียวกัน แจ้งย้ายชื่อนายกาญจน์พิสิฐ นายกิตติคุณ นายสรายุทธ และนางมะลิกับนายสุรศักดิ์วันเดียวกัน กับแจ้งย้ายชื่อนายเมธา อีกวันก็ตาม แต่จำเลยก็แจ้งย้ายชื่อบุคคลต่างรายกันและเข้าไปในทะเบียนบ้านคนละฉบับกัน จำเลยจึงมีเจตนากระทำความผิดแยกต่างหากจากกันตามจำนวนครั้งที่จำเลยแจ้งย้ายบุคคลเข้าไปมีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้อื่นแต่ละฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 7 กรรม มิใช่ 3 กรรมดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1952/2550
primary_red_case_no
อ2211/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000384.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.624/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555