คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2556 ฉบับเต็ม

#540941
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2556 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายอนุชาหรือชา มากสุข จำเลย ป.อ. มาตรา 217, มาตรา 218 ผู้เสียหายมีอาชีพทำฟาร์มโค ฟางอัดแท่งที่เก็บอยู่ในโรงเก็บฟาง ไม่ใช่สินค้าที่มีไว้เพื่อการค้าของผู้เสียหาย แต่น่าจะมีไว้เลี้ยงโคผู้เสียหายเองมากกว่า โรงเก็บฟางที่จำเลยวางเพลิงจึงมิใช่โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าตามความหมายของมาตรา 218 (2) แต่เป็นทรัพย์ทั่วไปของผู้อื่นตามมาตรา 217 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217, 218 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 (2) จำคุก 5 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยคือผู้วางเพลิงเผาโรงเก็บฟางอัดแท่งของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันมั่นคงว่าเห็นจำเลยกระโดดลงจากโรงเก็บฟางอัดแท่งแล้วมีควันไฟและไฟไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากเห็นตอนกระโดดแล้ว ผู้เสียหายยังเห็นจำเลยวิ่งไปทางบ้านจำเลยอีก ซึ่งจากการที่จำเลยกับผู้เสียหายเป็นญาติและรู้จักกันอย่างดีนั้น เชื่อว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้ไม่ผิด เพราะขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและบริเวณที่เกิดเหตุเป็นฟาร์มเลี้ยงโคที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ทั้งทิศทางที่เห็นคนร้ายวิ่งไปก็ไปทางบ้านจำเลย ก่อนเกิดเหตุจำเลยก็มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายเรื่องสุนัขของผู้เสียหายไปกินไก่และไข่ไก่ของจำเลย ถึงขั้นจำเลยลักลอบเบื่อสุนัขของผู้เสียหายตายไปหนึ่งตัวซึ่งเหตุดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอให้จำเลยคิดกระทำความผิดเช่นนั้นได้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายก็แจ้งแก่ผู้ใหญ่บ้านและพนักงานสอบสวนทันทีว่าจำเลยเป็นคนร้าย อันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้เสียหายว่าได้เห็นจำเลยกระโดดลงมาจากโรงเก็บฟางอัดแท่งก่อนจะเกิดเพลิงไหม้จริง พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ ที่จำเลยอ้างฐานที่อยู่ว่าจำเลยไปอยู่บ้านกำนันขณะไฟกำลังลุกไหม้นั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของผู้เสียหายและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 จากทางนำสืบของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายมีอาชีพทำฟาร์มโคนั้น ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่าฟางอัดแท่งที่เก็บอยู่ในโรงเก็บดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่มีไว้เพื่อการค้าของผู้เสียหาย แต่น่าจะมีไว้เลี้ยงโคผู้เสียหายเองมากกว่า โรงเก็บฟางที่จำเลยวางเพลิงจึงไม่ใช่โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าตามความหมายของมาตรา 218 (2) แต่เป็นทรัพย์ทั่วไปของผู้อื่นตามมาตรา 217 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 แต่มีความผิดตามมาตรา 217 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก (พิศล พิรุณ-กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์-เสรี เพศประเสริฐ) ศาลจังหวัดพัทลุง - นายขจร ยิ่งดำนุ่น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6674/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ772/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ702/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540941
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทลุง",
        "judge": "นายขจร ยิ่งดำนุ่น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981004"
    }
}
date
2556
deka_no
8064/2556
deka_running_no
8064
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พิศล พิรุณ",
    "กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์",
    "เสรี เพศประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 217",
            "ม. 218"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนุชาหรือชา มากสุข"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217, 218

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 (2) จำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยคือผู้วางเพลิงเผาโรงเก็บฟางอัดแท่งของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันมั่นคงว่าเห็นจำเลยกระโดดลงจากโรงเก็บฟางอัดแท่งแล้วมีควันไฟและไฟไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากเห็นตอนกระโดดแล้ว ผู้เสียหายยังเห็นจำเลยวิ่งไปทางบ้านจำเลยอีก ซึ่งจากการที่จำเลยกับผู้เสียหายเป็นญาติและรู้จักกันอย่างดีนั้น เชื่อว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้ไม่ผิด เพราะขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและบริเวณที่เกิดเหตุเป็นฟาร์มเลี้ยงโคที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ทั้งทิศทางที่เห็นคนร้ายวิ่งไปก็ไปทางบ้านจำเลย ก่อนเกิดเหตุจำเลยก็มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายเรื่องสุนัขของผู้เสียหายไปกินไก่และไข่ไก่ของจำเลย ถึงขั้นจำเลยลักลอบเบื่อสุนัขของผู้เสียหายตายไปหนึ่งตัวซึ่งเหตุดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอให้จำเลยคิดกระทำความผิดเช่นนั้นได้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายก็แจ้งแก่ผู้ใหญ่บ้านและพนักงานสอบสวนทันทีว่าจำเลยเป็นคนร้าย อันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้เสียหายว่าได้เห็นจำเลยกระโดดลงมาจากโรงเก็บฟางอัดแท่งก่อนจะเกิดเพลิงไหม้จริง พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ ที่จำเลยอ้างฐานที่อยู่ว่าจำเลยไปอยู่บ้านกำนันขณะไฟกำลังลุกไหม้นั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของผู้เสียหายและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 จากทางนำสืบของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายมีอาชีพทำฟาร์มโคนั้น ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่าฟางอัดแท่งที่เก็บอยู่ในโรงเก็บดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่มีไว้เพื่อการค้าของผู้เสียหาย แต่น่าจะมีไว้เลี้ยงโคผู้เสียหายเองมากกว่า โรงเก็บฟางที่จำเลยวางเพลิงจึงไม่ใช่โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าตามความหมายของมาตรา 218 (2) แต่เป็นทรัพย์ทั่วไปของผู้อื่นตามมาตรา 217 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 แต่มีความผิดตามมาตรา 217

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
อ772/2550
primary_red_case_no
อ702/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000367.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6674/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556