คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2556 ฉบับเต็ม

#540944
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2556 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม โจทก์ นางสาวศรินยาหรือศิรินยา หรือศิริญญา เขี้ยวแก้ว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 ป.อ. มาตรา 300 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70, มาตรา 148 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะมาถึงสี่แยกหนองขาหยั่งขณะนั้นสัญญาณจราจรไฟซึ่งติดตั้งไว้บนทางที่จำเลยที่ 2 ขับมาขึ้นเป็นไฟสีแดงซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชะลอความเร็วของรถลงและหยุดรอจนกว่าสัญญาณจราจรไฟจะเปลี่ยนเป็นไฟสีเขียวจึงจะขับรถแล่นเข้าบริเวณสี่แยกนั้นได้ จำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 กลับขับรถแล่นตรงเข้าสี่แยกดังกล่าวทันที เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ขับรถแล่นเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วโดยมิได้ลดความเร็วลงและให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งแล่นมาทางด้านขวาผ่านไปก่อน เป็นการขาดความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์อันเป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยประมาทตามที่กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 300 ได้ จำเลยที่ 2 ไม่ชะลอรถก่อนเข้าทางร่วมแยกและให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านไปก่อนโดยประมาททำให้รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส แม้เหตุที่จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเกิดจากมีพลเมืองดีขึ้นไปสตาร์ตรถทำให้น้ำในหม้อน้ำรถยนต์กระบะแตกลวกตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งนอนอยู่ใต้รถ แต่การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกบริเวณหน้าอกและหน้าท้องเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 71, (1) (3), 148, 157 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 148, 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70, 148 ลงโทษปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมาตามถนนยิงเป้าใต้ (หรือถนนหนองขาหยั่ง) มุ่งหน้าไปทางถนนยิงเป้าถึงสี่แยกหนองขาหยั่ง ซึ่งเป็นสี่แยกที่ถนนเพชรเกษมตัดกับถนนยิงเป้าและยิงเป้าใต้ มีสัญญาณจราจรไฟอัตโนมัติควบคุมการเดินรถ ถนนเพชรเกษมช่วงดังกล่าวทางเดินรถแบ่งเป็นสองด้านด้านสวนทางกันมีเกาะกลางถนนกั้นกลาง ด้านหนึ่งเป็นทางเดินรถจากกรุงเทพมหานครไปสู่จังหวัดราชบุรี อีกด้านหนึ่งเป็นทางเดินรถจากจังหวัดราชบุรีไปสู่กรุงเทพมหานคร ทางเดินรถแต่ละด้านมีช่องเดินรถ 5 ช่อง เป็นช่องทางด่วน 3 ช่อง ตรงกลางติดกับเกาะกลางถนน อีก 2 ช่อง เป็นช่องคู่ขนานอยู่ด้านริมและมีเกาะกั้นระหว่างช่องทางด่วนกับช่องทางคู่ขนาน สัญญาณจราจรไฟ ณ สี่แยกเกิดเหตุมีสัญญาณไฟเขียว 4 จังหวะ จังหวะที่ 1 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมทั้งสองด้านทุกช่องทางแล่นผ่านได้ จังหวะที่ 2 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมซึ่งมุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรีเลี้ยวขวาเข้าถนนยิงเป้า และรถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครเลี้ยวขวาเข้าถนนยิงเป้าใต้ จังหวะที่ 3 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนยิงเป้าแล่นตรงไปยังถนนยิงเป้าใต้หรือเลี้ยวซ้ายขวาไปตามถนนเพชรเกษม จังหวะที่ 4 ให้สัญญาณแก่รถบนถนนยิงเป้าใต้แล่นตรงไปยังถนนยิงเป้าหรือเลี้ยวซ้ายขวาไปตามถนนเพชรเกษม เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจากถนนยิงเป้าใต้ตัดถนนเพชรเกษมผ่านช่องทางด่วนและกำลังจะเลี้ยวขวาเข้าช่องทางคู่ขนานก็เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ซึ่งแล่นมาตามถนนเพชรเกษมในช่องทางคู่ขนานในทางเดินรถจากด้านจังหวัดราชบุรีมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครโดยขณะนั้นจำเลยที่ 2 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียว จากการชนกันดังกล่าวทำให้รถทั้งสองคันเสียหาย จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 70, 71 (1) (3) โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วขับรถเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุโดยไม่ชะลอความเร็วของรถจนเกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 นั้น เป็นกรณีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะไปตามถนนเพชรเกษมจากจังหวัดราชบุรีมุ่งหน้าไปยังสี่แยกหนองขาหยั่งเพื่อไปจังหวัดนครปฐม ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เมื่อมาถึงสี่แยกดังกล่าวซึ่งเป็นสี่แยกที่ถนนยิงเป้าและถนนยิงเป้าใต้ (ถนนหนองขาหยั่ง) มาบรรจบกับถนนเพชรเกษม ขณะนั้นสัญญาณจราจรไฟซึ่งติดตั้งไว้บนทางที่จำเลยที่ 2 ขับมาขึ้นเป็นไฟสีแดงซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชะลอความเร็วของรถลงและหยุดรอจนกว่าสัญญาณจราจรไฟจะเปลี่ยนเป็นไฟสีเขียวจึงจะขับรถแล่นเข้าบริเวณสี่แยกนั้นได้ จำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 กลับขับรถแล่นตรงเข้าสี่แยกดังกล่าวทันที เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ขับรถแล่นเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วโดยมิได้ลดความเร็วลงและให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งแล่นมาทางด้านขวาผ่านไปก่อน เป็นการขาดความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์อันเป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทตามที่กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วจึงขับรถจักรยานยนต์ออกมา แต่เนื่องจากสัญญาณจราจรไฟเปลี่ยนเร็วมาก เมื่อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นมาถึงจุดเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟทางด้านของจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงในขณะเดียวกันสัญญาณจราจรไฟทางด้านของจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว ซึ่งแม้จำเลยที่ 2 จะสามารถแล่นรถผ่านไปได้ แต่จุดดังกล่าวเป็นทางร่วมทางแยก จำเลยที่ 2 ควรใช้ความระมัดระวังดูรถทางฝั่งขวามือว่ายังมีรถแล่นมาหรือไม่ ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันหากจำเลยที่ 2 ใช้ความสังเกตก็จะเห็นว่ามีรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านมาแต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ กลับขับรถผ่านทางร่วมทางแยกดังกล่าวโดยไม่ชะลอความเร็วของรถลงเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และแม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากมีพลเมืองดีขึ้นไปสตาร์ตรถทำให้น้ำในหม้อน้ำรถยนต์กระบะแตกลวกตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งนอนอยู่ใต้รถนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกเป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นได้จากการที่รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังชะลอรถก่อนเข้าทางร่วมทางแยกและให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านไปก่อนเหตุในคดีนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกบริเวณหน้าอกและหน้าท้องจึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย-วีระพล ตั้งสุวรรณ-สุนทร ทรงฤกษ์) ศาลแขวงนครปฐม - นางพีรนุช เจริญวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสมควร วิเชียรวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7312/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1697/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2795/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540944
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครปฐม",
        "judge": "นางพีรนุช เจริญวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสมควร วิเชียรวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982328"
    }
}
date
2556
deka_no
2033/2556
deka_running_no
2033
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย",
    "วีระพล ตั้งสุวรรณ",
    "สุนทร ทรงฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 300"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 70",
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสาวศรินยาหรือศิรินยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือศิริญญา เขี้ยวแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 71, (1) (3), 148, 157

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 70, 148, 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70, 148 ลงโทษปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมาตามถนนยิงเป้าใต้ (หรือถนนหนองขาหยั่ง) มุ่งหน้าไปทางถนนยิงเป้าถึงสี่แยกหนองขาหยั่ง ซึ่งเป็นสี่แยกที่ถนนเพชรเกษมตัดกับถนนยิงเป้าและยิงเป้าใต้ มีสัญญาณจราจรไฟอัตโนมัติควบคุมการเดินรถ ถนนเพชรเกษมช่วงดังกล่าวทางเดินรถแบ่งเป็นสองด้านด้านสวนทางกันมีเกาะกลางถนนกั้นกลาง ด้านหนึ่งเป็นทางเดินรถจากกรุงเทพมหานครไปสู่จังหวัดราชบุรี อีกด้านหนึ่งเป็นทางเดินรถจากจังหวัดราชบุรีไปสู่กรุงเทพมหานคร ทางเดินรถแต่ละด้านมีช่องเดินรถ 5 ช่อง เป็นช่องทางด่วน 3 ช่อง ตรงกลางติดกับเกาะกลางถนน อีก 2 ช่อง เป็นช่องคู่ขนานอยู่ด้านริมและมีเกาะกั้นระหว่างช่องทางด่วนกับช่องทางคู่ขนาน สัญญาณจราจรไฟ ณ สี่แยกเกิดเหตุมีสัญญาณไฟเขียว 4 จังหวะ จังหวะที่ 1 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมทั้งสองด้านทุกช่องทางแล่นผ่านได้ จังหวะที่ 2 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมซึ่งมุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรีเลี้ยวขวาเข้าถนนยิงเป้า และรถที่แล่นบนถนนเพชรเกษมมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครเลี้ยวขวาเข้าถนนยิงเป้าใต้ จังหวะที่ 3 ให้สัญญาณแก่รถที่แล่นบนถนนยิงเป้าแล่นตรงไปยังถนนยิงเป้าใต้หรือเลี้ยวซ้ายขวาไปตามถนนเพชรเกษม จังหวะที่ 4 ให้สัญญาณแก่รถบนถนนยิงเป้าใต้แล่นตรงไปยังถนนยิงเป้าหรือเลี้ยวซ้ายขวาไปตามถนนเพชรเกษม เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจากถนนยิงเป้าใต้ตัดถนนเพชรเกษมผ่านช่องทางด่วนและกำลังจะเลี้ยวขวาเข้าช่องทางคู่ขนานก็เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ซึ่งแล่นมาตามถนนเพชรเกษมในช่องทางคู่ขนานในทางเดินรถจากด้านจังหวัดราชบุรีมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครโดยขณะนั้นจำเลยที่ 2 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียว จากการชนกันดังกล่าวทำให้รถทั้งสองคันเสียหาย จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), 70, 71 (1) (3) โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วขับรถเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุโดยไม่ชะลอความเร็วของรถจนเกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 นั้น เป็นกรณีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะไปตามถนนเพชรเกษมจากจังหวัดราชบุรีมุ่งหน้าไปยังสี่แยกหนองขาหยั่งเพื่อไปจังหวัดนครปฐม ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เมื่อมาถึงสี่แยกดังกล่าวซึ่งเป็นสี่แยกที่ถนนยิงเป้าและถนนยิงเป้าใต้ (ถนนหนองขาหยั่ง) มาบรรจบกับถนนเพชรเกษม ขณะนั้นสัญญาณจราจรไฟซึ่งติดตั้งไว้บนทางที่จำเลยที่ 2 ขับมาขึ้นเป็นไฟสีแดงซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชะลอความเร็วของรถลงและหยุดรอจนกว่าสัญญาณจราจรไฟจะเปลี่ยนเป็นไฟสีเขียวจึงจะขับรถแล่นเข้าบริเวณสี่แยกนั้นได้ จำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 กลับขับรถแล่นตรงเข้าสี่แยกดังกล่าวทันที เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ขับรถแล่นเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วโดยมิได้ลดความเร็วลงและให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับซึ่งแล่นมาทางด้านขวาผ่านไปก่อน เป็นการขาดความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์อันเป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทตามที่กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นจึงลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากฟ้องและโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวแล้วจึงขับรถจักรยานยนต์ออกมา แต่เนื่องจากสัญญาณจราจรไฟเปลี่ยนเร็วมาก เมื่อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นมาถึงจุดเกิดเหตุสัญญาณจราจรไฟทางด้านของจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงในขณะเดียวกันสัญญาณจราจรไฟทางด้านของจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว ซึ่งแม้จำเลยที่ 2 จะสามารถแล่นรถผ่านไปได้ แต่จุดดังกล่าวเป็นทางร่วมทางแยก จำเลยที่ 2 ควรใช้ความระมัดระวังดูรถทางฝั่งขวามือว่ายังมีรถแล่นมาหรือไม่ ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันหากจำเลยที่ 2 ใช้ความสังเกตก็จะเห็นว่ามีรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านมาแต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ กลับขับรถผ่านทางร่วมทางแยกดังกล่าวโดยไม่ชะลอความเร็วของรถลงเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 เหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และแม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากมีพลเมืองดีขึ้นไปสตาร์ตรถทำให้น้ำในหม้อน้ำรถยนต์กระบะแตกลวกตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งนอนอยู่ใต้รถนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกเป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นได้จากการที่รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 2 ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังชะลอรถก่อนเข้าทางร่วมทางแยกและให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นผ่านไปก่อนเหตุในคดีนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ถูกน้ำร้อนลวกบริเวณหน้าอกและหน้าท้องจึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1697/2544
primary_red_case_no
อ2795/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000379.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7312/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556