คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2556 ฉบับเต็ม

#540945
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์ นายบุญเลิศ ศรีหงส์ จำเลย ป.อ. มาตรา 187 เมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จะอ้างเหตุดังที่จำเลยนำสืบมาบ่ายเบี่ยงหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำยอมมิได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ การที่จำเลยกระทำการเกี่ยวกับทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม จึงเป็นการเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 12,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้และครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 แล้วว่าจำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามฎีกาของโจทก์ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นดังกล่าว และคำเบิกความของนายมงคล นายสมศักดิ์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 กับพันตำรวจโทบุญเลิศ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ ตลอดแล้ว เห็นว่า หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว หากทางฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยหรือทางศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ เจ้าพนักงานที่ดินก็จะไม่จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกให้ เพราะตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 จำเลยตกลงยกให้เป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน การที่จำเลยขอจดทะเบียนแบ่งเช่าให้นายบุญพิสิฐเช่าและขอจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นชื่อของจำเลยเองโดยที่มิได้แจ้งเจ้าพนักงานที่ดิน เห็นได้ว่าก็เพื่อจะมิให้การเป็นการไปตามคำพิพากษาศาลตามยอมนั่นเอง และการที่จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งเช่าโดยให้นายบุญพิสิฐเช่านานถึง 10 ปี และเมื่อแบ่งแยกแล้วทั้งสองแปลงก็ยังคงติดภาระการเช่า 10 ปี ทำให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม เช่น แทนที่จะแบ่งเป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน ได้ทันทีที่มีความพร้อม ก็อาจจะต้องไปพิพาทกับผู้เช่าก่อน ย่อมเป็นการทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อยู่ในตัว นอกจากนี้ในการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ก็อาจจะต้องยึดหรืออายัดทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 ซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 จึงเป็นทรัพย์ที่น่าจะถูกยึดหรืออายัด ไม่ใช่ไม่เป็นทรัพย์ที่ถูกยึดทรัพย์หรือน่าจะถูกยึดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และจำเลยเคยรับราชการมานานเชื่อว่าจำเลยรู้ดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 น่าจะถูกยึดหรืออายัดในชั้นบังคับคดีภายหน้า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานจำเลยที่จำเลยนำสืบทำนองว่า จำเลยโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนแก่นายบุญพิสิฐ และทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกันเองให้นายบุญพิสิฐเช่าที่ดินที่ตั้งของโรงเรียนทั้งสามพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 10 ปี ต่อมาทางราชการทักท้วงว่าจะต้องจดทะเบียนการเช่าด้วย เมื่อจะจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารก็ไม่อาจกระทำได้เพราะที่ดินถูกอายัด ประกอบกับขณะนั้นได้ขอเลิกกิจการโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค จึงจะย้ายสถานที่ตั้งโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารแทนที่โรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค ซึ่งอยู่ห่างกัน 1 กิโลเมตร มิฉะนั้นโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารอาจถูกเลิกกิจการไปด้วยซึ่งจะทำให้ครูและนักเรียนจำนวนมากเดือดร้อน จึงได้จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิคเพื่อรองรับการย้ายมาของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคาร ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 และโฉนดเลขที่ 38743 ที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 8 หลังจากแบ่งแยกแล้วก็ยังคงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนแก่ผู้ใดไม่ทำให้เสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จะอ้างเหตุดังที่จำเลยนำสืบมาบ่ายเบี่ยงหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำยอมมิได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดและให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ประทีป ดุลพินิจธรรมา-สุนทร ทรงฤกษ์-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์) ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายสมพงษ์ จันทร์ประเสริฐ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.7452/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1632/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1307/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
540945
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์",
        "judge": "นายสมพงษ์ จันทร์ประเสริฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981888"
    }
}
date
2556
deka_no
3628/2556
deka_running_no
3628
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 187"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบุญเลิศ ศรีหงส์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวมสองกระทงเป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 12,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้และครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 แล้วว่าจำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามฎีกาของโจทก์ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นดังกล่าว และคำเบิกความของนายมงคล นายสมศักดิ์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 กับพันตำรวจโทบุญเลิศ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ ตลอดแล้ว เห็นว่า หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว หากทางฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยหรือทางศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ เจ้าพนักงานที่ดินก็จะไม่จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกให้ เพราะตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 จำเลยตกลงยกให้เป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน การที่จำเลยขอจดทะเบียนแบ่งเช่าให้นายบุญพิสิฐเช่าและขอจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นชื่อของจำเลยเองโดยที่มิได้แจ้งเจ้าพนักงานที่ดิน เห็นได้ว่าก็เพื่อจะมิให้การเป็นการไปตามคำพิพากษาศาลตามยอมนั่นเอง และการที่จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งเช่าโดยให้นายบุญพิสิฐเช่านานถึง 10 ปี และเมื่อแบ่งแยกแล้วทั้งสองแปลงก็ยังคงติดภาระการเช่า 10 ปี ทำให้ยุ่งยากแก่การบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม เช่น แทนที่จะแบ่งเป็น 6 ส่วน เท่าๆ กัน ได้ทันทีที่มีความพร้อม ก็อาจจะต้องไปพิพาทกับผู้เช่าก่อน ย่อมเป็นการทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อยู่ในตัว นอกจากนี้ในการบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ก็อาจจะต้องยึดหรืออายัดทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 ซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 จึงเป็นทรัพย์ที่น่าจะถูกยึดหรืออายัด ไม่ใช่ไม่เป็นทรัพย์ที่ถูกยึดทรัพย์หรือน่าจะถูกยึดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และจำเลยเคยรับราชการมานานเชื่อว่าจำเลยรู้ดีว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8 น่าจะถูกยึดหรืออายัดในชั้นบังคับคดีภายหน้า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานจำเลยที่จำเลยนำสืบทำนองว่า จำเลยโอนใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนแก่นายบุญพิสิฐ และทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกันเองให้นายบุญพิสิฐเช่าที่ดินที่ตั้งของโรงเรียนทั้งสามพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 10 ปี ต่อมาทางราชการทักท้วงว่าจะต้องจดทะเบียนการเช่าด้วย เมื่อจะจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารก็ไม่อาจกระทำได้เพราะที่ดินถูกอายัด ประกอบกับขณะนั้นได้ขอเลิกกิจการโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค จึงจะย้ายสถานที่ตั้งโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารแทนที่โรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิค ซึ่งอยู่ห่างกัน 1 กิโลเมตร มิฉะนั้นโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคารอาจถูกเลิกกิจการไปด้วยซึ่งจะทำให้ครูและนักเรียนจำนวนมากเดือดร้อน จึงได้จดทะเบียนแบ่งเช่าและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8 อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเปี่ยมเมธีโปลีเทคนิคเพื่อรองรับการย้ายมาของโรงเรียนเปี่ยมเมธีวิทยาคาร ที่ดินโฉนดเลขที่ 8 และโฉนดเลขที่ 38743 ที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 8 หลังจากแบ่งแยกแล้วก็ยังคงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนแก่ผู้ใดไม่ทำให้เสียหายนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม จะอ้างเหตุดังที่จำเลยนำสืบมาบ่ายเบี่ยงหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำยอมมิได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีเหตุผลและน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมของศาลทำให้เสียหายซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8 ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดและให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1632/2547
primary_red_case_no
อ1307/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000375.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.7452/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556