คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22318/2555 ฉบับเต็ม

#541462
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22318/2555 บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัทเอ็ม พลัส อาร์ ฟอร์เวิร์ดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 45, มาตรา 58, มาตรา 60 (1), มาตรา 60 (4) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางทะเล โดยมิได้ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่จำเลยทั้งสาม ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยทั้งสามกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ และจำเลยที่ 3 ทราบราคาของที่ขนส่งตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.5 แล้ว เพื่อให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์โดยไม่ให้จำกัดความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 และมาตรา 60 (1) (4) การที่โจทก์อ้างถึงเหตุดังกล่าวในอุทธรณ์เพื่อให้เข้าข้อยกเว้นการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ขนส่ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำพยานมาสืบโต้แย้ง แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวหามิได้ยกข้อยกเว้นที่จะทำให้ไม่ให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งขึ้นอ้างมาแต่ต้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งย่อมเป็นไปตามผลของกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 106,949.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,403 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า บริษัทแอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด สั่งซื้อสินค้าเครื่องผลิตน้ำแข็งยี่ห้อ มานิโทวอค 1 เครื่อง และถังน้ำแข็ง 1 ถัง จากบริษัทมานิโทวอค ฟูดเซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเงิน 2,825.35 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ซื้อทำสัญญาประกันภัยความเสียหายจากการขนส่งสินค้าพิพาทกับโจทก์ในวงเงิน 112,030.69 บาท หรือ 3,249.15 ดอลลาร์สหรัฐ และว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขนส่ง โดยให้เป็นตัวแทนผู้ซื้อไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและขนส่งมายังประเทศไทย จำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 ไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายและขนส่งสินค้าที่ต้นทางอีกทอดหนึ่ง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าอีกทอดหนึ่งโดยขนส่งมากับเรือ "เอ็นวายเค โฟนิก" ออกจากท่าเรือต้นทางถึงปลายทางท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 และบริษัทชิฟโก้ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลากตู้สินค้าไปไว้ที่โกดังหรือโรงพักสินค้าลาดกระบัง และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วจำเลยที่ 1 แจ้งผู้ซื้อทราบ ผู้ซื้อไปตรวจสอบเพื่อรับสินค้า ปรากฏว่าสภาพหีบห่อของสินค้าอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยทั้งสองกล่อง กล่องสินค้าวางอยู่ด้านบนของไม้รองสินค้าซึ่งโก่งงอหัก มีร่องรอยฉีกขาดเป็นรูคล้ายถูกของแข็งเสียบ สินค้าเครื่องผลิตน้ำแข็งแตกหักมีรอยกระแทกและบุบเสียหาย โดยเฉพาะชุด AIR CONDENSOR/COMPRESSOR ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักทำหน้าที่ในการผลิตน้ำแข็งบิดเบี้ยว บุบเป็นรอยเสียหายสิ้นเชิง ส่วนหีบห่อของสินค้าถังน้ำแข็งเสียหาย ด้านบนถูกวัตถุแข็งและหนักกดทับ ด้านล่างบุบและฉีกขาด ด้านล่างของถังและแผงด้านบนบุบบริเวณเดียวกับรอยบุบของหีบห่อ ผู้ซื้อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย 106,403 บาท แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ผู้ซื้อจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อเป็นเงิน 106,403 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทเต็มจำนวนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางทะเล โดยมิได้ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่จำเลยทั้งสามผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยทั้งสามกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้และจำเลยที่ 3 ทราบราคาของที่ขนส่งตามใบกำกับสินค้าแล้ว เพื่อให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์โดยไม่ให้จำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 และมาตรา 60 (1) (4)การที่โจทก์อ้างถึงเหตุดังกล่าวในอุทธรณ์เพื่อให้เข้าข้อยกเว้นการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ขนส่ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำสืบพยานให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น จึงต้องรับฟังว่าสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจริงในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เต็มจำนวนโดยไม่สามารถยกข้อจำกัดความรับผิดมาอ้างได้ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำพยานมาสืบโต้แย้งก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวหามิได้ยกข้อยกเว้นที่จะทำให้ไม่ให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งขึ้นอ้างมาแต่ต้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งย่อมเป็นไปตามผลของกฎหมายดังกล่าวดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยมาโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (สมควร วิเชียรวรรณ-อร่าม เสนามนตรี-ไมตรี ศรีอรุณ) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)120/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม44/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม168/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541462
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982793"
    }
}
date
2555
deka_no
22318/2555
deka_running_no
22318
deka_year
2555
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "สมควร วิเชียรวรรณ",
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "ไมตรี ศรีอรุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 45",
            "ม. 58",
            "ม. 60 (1)",
            "ม. 60 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเอ็ม พลัส อาร์ ฟอร์เวิร์ดดิ้ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 106,949.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,403 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า บริษัทแอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด สั่งซื้อสินค้าเครื่องผลิตน้ำแข็งยี่ห้อ มานิโทวอค 1 เครื่อง และถังน้ำแข็ง 1 ถัง จากบริษัทมานิโทวอค ฟูดเซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเงิน 2,825.35 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ซื้อทำสัญญาประกันภัยความเสียหายจากการขนส่งสินค้าพิพาทกับโจทก์ในวงเงิน 112,030.69 บาท หรือ 3,249.15 ดอลลาร์สหรัฐ และว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขนส่ง โดยให้เป็นตัวแทนผู้ซื้อไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและขนส่งมายังประเทศไทย จำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 ไปรับมอบสินค้าจากผู้ขายและขนส่งสินค้าที่ต้นทางอีกทอดหนึ่ง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าอีกทอดหนึ่งโดยขนส่งมากับเรือ "เอ็นวายเค โฟนิก" ออกจากท่าเรือต้นทางถึงปลายทางท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 และบริษัทชิฟโก้ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ได้ลากตู้สินค้าไปไว้ที่โกดังหรือโรงพักสินค้าลาดกระบัง และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้วจำเลยที่ 1 แจ้งผู้ซื้อทราบ ผู้ซื้อไปตรวจสอบเพื่อรับสินค้า ปรากฏว่าสภาพหีบห่อของสินค้าอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยทั้งสองกล่อง กล่องสินค้าวางอยู่ด้านบนของไม้รองสินค้าซึ่งโก่งงอหัก มีร่องรอยฉีกขาดเป็นรูคล้ายถูกของแข็งเสียบ สินค้าเครื่องผลิตน้ำแข็งแตกหักมีรอยกระแทกและบุบเสียหาย โดยเฉพาะชุด AIR CONDENSOR/COMPRESSOR ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักทำหน้าที่ในการผลิตน้ำแข็งบิดเบี้ยว บุบเป็นรอยเสียหายสิ้นเชิง ส่วนหีบห่อของสินค้าถังน้ำแข็งเสียหาย ด้านบนถูกวัตถุแข็งและหนักกดทับ ด้านล่างบุบและฉีกขาด ด้านล่างของถังและแผงด้านบนบุบบริเวณเดียวกับรอยบุบของหีบห่อ ผู้ซื้อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหาย 106,403 บาท แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ผู้ซื้อจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อเป็นเงิน 106,403 บาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทเต็มจำนวนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้าพิพาทที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางทะเล โดยมิได้ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่จำเลยทั้งสามผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยทั้งสามกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยมีเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้และจำเลยที่ 3 ทราบราคาของที่ขนส่งตามใบกำกับสินค้าแล้ว เพื่อให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายแก่โจทก์โดยไม่ให้จำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 และมาตรา 60 (1) (4)การที่โจทก์อ้างถึงเหตุดังกล่าวในอุทธรณ์เพื่อให้เข้าข้อยกเว้นการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ขนส่ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำสืบพยานให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น จึงต้องรับฟังว่าสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจริงในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เต็มจำนวนโดยไม่สามารถยกข้อจำกัดความรับผิดมาอ้างได้ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำพยานมาสืบโต้แย้งก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวหามิได้ยกข้อยกเว้นที่จะทำให้ไม่ให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งขึ้นอ้างมาแต่ต้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งย่อมเป็นไปตามผลของกฎหมายดังกล่าวดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยมาโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ม44/2551
primary_red_case_no
ม168/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000383.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)120/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555