คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8402/2556 ฉบับเต็ม

#541478
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8402/2556 นายฐานิต สมาธิ กับพวก โจทก์ นางประไพ สมพงษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเนื่องจากจำเลยได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด อ้างว่าจำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหายและเดือดร้อนเกินสมควร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่สาธารณะเพื่อเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา-วังน้อยได้ตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 ดังนั้น ตราบใดที่ไม้เสาเข็มที่จำเลยทั้งสองนำมาปลูกเป็นเพิงพักบนที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ ย่อมถือได้ว่ายังมีการกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้อง จึงรับฟังได้ว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ทั้งสองจะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองละเมิดปลูกสิ่งปลูกสร้างปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากบริเวณหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือ โฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่สาธารณะคลองชลประทาน และติดถนนสายอยุธยา-วังน้อย พร้อมให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้คุ้มครองชั่วคราวโดยให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออก และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้พ้นแนวเขตที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ตรงจุดพิพาทมีความกว้าง 6 เมตร ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้โจทก์ทั้งสองวางเงินประกันค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพเดิมหากจำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นที่สุด เป็นจำนวนเงินและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13789 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากบริเวณที่ดินซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางทิศเหนือกับทางสาธารณะ คลองชลประทาน และถนนสายอยุธยา - วังน้อย ที่จำเลยทั้งสองได้สร้างสิ่งปลูกสร้างปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว เห็นว่า ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแนวเขตที่ดินพิพาทเป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ที่บัญญัติว่า "ในคดีอื่นๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้อง หรือในเวลาใดๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว... เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆ ดังต่อไปนี้...(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย...หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" เห็นได้ว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตามมาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหายและเดือดร้อนเกินสมควร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่สาธารณะนั้นเพื่อเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา - วังน้อย ได้ตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตแล้ว ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ดังนั้น ตราบใดที่ไม้เสาเข็มที่จำเลยทั้งสองนำมาปลูกเป็นเพิงพักบนที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ย่อมถือได้ว่ายังมีการกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องร้องนั้น จึงรับฟังว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ทั้งสองจะร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น (ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายภิทเวทย์ ดลอารมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายรังสรรค์ ดวงพัตรา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2674/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1196/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541478
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายภิทเวทย์ ดลอารมย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายรังสรรค์ ดวงพัตรา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980996"
    }
}
date
2556
deka_no
8402/2556
deka_running_no
8402
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 254 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายฐานิต สมาธิ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางประไพ สมพงษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองละเมิดปลูกสิ่งปลูกสร้างปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากบริเวณหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือ โฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่สาธารณะคลองชลประทาน และติดถนนสายอยุธยา-วังน้อย พร้อมให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้คุ้มครองชั่วคราวโดยให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออก และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้พ้นแนวเขตที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ตรงจุดพิพาทมีความกว้าง 6 เมตร ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้โจทก์ทั้งสองวางเงินประกันค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพเดิมหากจำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นที่สุด เป็นจำนวนเงินและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13789 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากบริเวณที่ดินซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางทิศเหนือกับทางสาธารณะ คลองชลประทาน และถนนสายอยุธยา - วังน้อย ที่จำเลยทั้งสองได้สร้างสิ่งปลูกสร้างปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว เห็นว่า ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแนวเขตที่ดินพิพาทเป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ที่บัญญัติว่า "ในคดีอื่นๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้อง หรือในเวลาใดๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว... เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆ ดังต่อไปนี้...(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย...หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" เห็นได้ว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตามมาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหายและเดือดร้อนเกินสมควร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่สาธารณะนั้นเพื่อเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา - วังน้อย ได้ตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตแล้ว ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ดังนั้น ตราบใดที่ไม้เสาเข็มที่จำเลยทั้งสองนำมาปลูกเป็นเพิงพักบนที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ย่อมถือได้ว่ายังมีการกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องร้องนั้น จึงรับฟังว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ทั้งสองจะร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1196/2551
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000367.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2674/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556