คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6343/2556 ฉบับเต็ม

#541489
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6343/2556 นางสาวปฏิมา แจ้งดี กับพวก โจทก์ นายบัว แจ้งดี ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางสงวน แจ้งดี ผู้วายชนม์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของ ส. ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของ ง. เจ้ามรดก เมื่อ ง. ถึงแก่ความตายทรัพย์สินของ ง. เป็นมรดกตกได้แก่ ส. กับทายาทอื่นของ ง. แต่ ส. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จำเลยจะแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ง. โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของ ส. จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของ ง. แต่จำเลยบิดพลิ้วไม่ยอมแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสามให้ได้รับความเสียหาย หากข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้อง จำเลยย่อมมีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. หรือไม่ การที่จำเลยไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสามอยู่ในตัว โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสงวนชำระเงิน 238,100.46 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 238,100.46 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาและยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายต่อศาลฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามและสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องไปยังจำเลย เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยแถลงคัดค้านคำร้องของโจทก์ทั้งสามภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แต่จำเลยมิได้แถลงคัดค้านคำร้องของโจทก์ทั้งสาม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาโดยมิได้สั่งอนุญาตในคำร้อง แต่ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นลำดับไป โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางสงวนตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ตรงกันข้ามโจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องไว้อย่างชัดแจ้งว่าเมื่อนางสงวนถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินของนางสงวนย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังนายสุธนบิดาของโจทก์ทั้งสามกับทายาทของนางสงวน แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสงวนไม่ได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทจนนายสุธนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ทรัพย์มรดกของนางสงวนที่ตกเป็นของนายสุธนย่อมตกทอดไปยังโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของนายสุธนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุธนหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามระบุว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของนางสงวน โดยโจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า เมื่อนางสงวนถึงแก่ความตายทรัพย์สินของนางสงวนเป็นมรดกตกได้แก่นายสุธนกับทายาทของนางสงวน แต่จำเลยยังไม่ทันได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท นายสุธนก็ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายสุธนจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของนางสงวน แต่จำเลยบิดพลิ้วไม่ยอมแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสามให้ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าหากได้ความตามคำฟ้อง จำเลยย่อมมีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุธนหรือไม่ การที่จำเลยไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสามอยู่ในตัว โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของนายสุธนจึงไม่มีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งใหม่ตามรูปคดี (กำพล ภู่สุดแสวง-ปดารณี ลัดพลี-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์) ศาลแขวงนนทบุรี - นายยศวัฒน์ กะระโสภณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.4295/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2771/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1707/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541489
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นายยศวัฒน์ กะระโสภณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081981432"
    }
}
date
2556
deka_no
6343/2556
deka_running_no
6343
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวปฏิมา แจ้งดี กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายบัว แจ้งดี ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ของนางสงวน แจ้งดี ผู้วายชนม์"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสงวนชำระเงิน 238,100.46 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 238,100.46 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาและยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายต่อศาลฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามและสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์และสำเนาคำร้องไปยังจำเลย เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยแถลงคัดค้านคำร้องของโจทก์ทั้งสามภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แต่จำเลยมิได้แถลงคัดค้านคำร้องของโจทก์ทั้งสาม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาโดยมิได้สั่งอนุญาตในคำร้อง แต่ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นลำดับไป โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางสงวนตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ตรงกันข้ามโจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องไว้อย่างชัดแจ้งว่าเมื่อนางสงวนถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินของนางสงวนย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังนายสุธนบิดาของโจทก์ทั้งสามกับทายาทของนางสงวน แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสงวนไม่ได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทจนนายสุธนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ทรัพย์มรดกของนางสงวนที่ตกเป็นของนายสุธนย่อมตกทอดไปยังโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของนายสุธนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุธนหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามระบุว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของนางสงวน โดยโจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า เมื่อนางสงวนถึงแก่ความตายทรัพย์สินของนางสงวนเป็นมรดกตกได้แก่นายสุธนกับทายาทของนางสงวน แต่จำเลยยังไม่ทันได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท นายสุธนก็ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายสุธนจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของนางสงวน แต่จำเลยบิดพลิ้วไม่ยอมแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสามให้ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าหากได้ความตามคำฟ้อง จำเลยย่อมมีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุธนหรือไม่ การที่จำเลยไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสามอยู่ในตัว โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของนายสุธนจึงไม่มีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2771/2553
primary_red_case_no
พ1707/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000371.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.4295/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556