คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17822/2555 ฉบับเต็ม

#541494
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17822/2555 กรมศุลกากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีภูมิเทรดดิ้ง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าโดยสำแดงราคาของในใบขนสินค้า 40,446.57 บาท แต่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าราคาต่ำไปจึงให้เพิ่มราคาเป็น 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ระบุราคาของเพิ่มไว้ในใบขนสินค้าแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์พบว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 5 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรเพิ่ม โดยคิดอัตราร้อยละ 40 ของราคา 40,446.57 บาทแทนที่จะใช้ราคา 159,228.63 บาท ย่อมเห็นได้ว่าเหตุที่จำนวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่มขาดจำนวนไปตามที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีนี้นั้น เกิดจากกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คิดค่าอากรจากฐานราคาสินค้าผิดพลาด มิใช่เหตุจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงราคาของผิดพลาด สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนด 2 ปี จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 78,396.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 47,513 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 78,396.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 47,513 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มิถุนายน 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกค่าอากรที่ขาดตามฟ้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงต่างๆ อันเป็นที่มาของการฟ้องเรียกค่าอากรที่ขาดในคดีนี้ เริ่มตั้งแต่การที่จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2543 โดยสำแดงราคาของในใบขนสินค้าเป็นเงิน 40,446.57 บาท แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เห็นว่าราคาต่ำไปจึงให้เพิ่มราคาเป็น 159,228.63 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมโดยมีการระบุราคาของเพิ่มเป็นจำนวน 159,228.63 บาท ไว้ในใบขนสินค้าดังกล่าวแล้ว ตามใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ก็คิดค่าอากรอัตราร้อยละ 5 จากราคาของ 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ชำระแล้ว ครั้นต่อมาเดือนกันยายน 2545 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 5 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรเพิ่ม โดยคิดอัตราร้อยละ 40 ของราคาของ แต่กลับไปคิดจากจำนวนราคาของขณะนำเข้าคือราคา 40,446.57 บาท แทนที่จะใช้ราคา 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ยินยอมชำระให้ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเหตุที่จำนวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่มขาดจำนวนไปตามที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีนี้นั้น เกิดจากกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คิดค่าอากรจากราคาสินค้าอันเป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าผิดพลาด ทั้งที่ตัวเลขราคาที่โจทก์ยืนยันว่าถูกต้องจำนวน 159,228.63 บาท โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับไว้แต่แรกก็ปรากฏอยู่ในใบขนสินค้าดังกล่าวแล้ว เหตุที่โจทก์คิดค่าอากรขาดไปเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เหตุจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงราคาของผิดพลาดแต่เกิดจากการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ใช้จำนวนราคาสินค้าผิดจากจำนวนที่ปรากฏอยู่แล้วเอง ซึ่งราคาสินค้าดังกล่าวเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในการคิดคำนวณจำนวนเงินอากรขาเข้าจนทำให้คำนวณได้ผิดพลาดไป จึงเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คำนวณจำนวนอากรผิดนั่นเอง ทั้งตามฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระอากรขาเข้าขาดเกิดจากการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และเมื่อจำเลยที่ 1 นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2543 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ซึ่งเกินกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ชำระหนี้ค่าอากรตามฟ้องได้ และย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการอื่นจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (พรเพชร วิชิตชลชัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลภาษีอากรกลาง - นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.147/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ167/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ20/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
541494
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081983503"
    }
}
date
2555
deka_no
17822/2555
deka_running_no
17822
deka_year
2555
department
ภาษีอากร
judges
[
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีภูมิเทรดดิ้ง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 78,396.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 47,513 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 78,396.45 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มจำนวน 47,513 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มิถุนายน 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกค่าอากรที่ขาดตามฟ้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแสดงข้อเท็จจริงต่างๆ อันเป็นที่มาของการฟ้องเรียกค่าอากรที่ขาดในคดีนี้ เริ่มตั้งแต่การที่จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2543 โดยสำแดงราคาของในใบขนสินค้าเป็นเงิน 40,446.57 บาท แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เห็นว่าราคาต่ำไปจึงให้เพิ่มราคาเป็น 159,228.63 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมโดยมีการระบุราคาของเพิ่มเป็นจำนวน 159,228.63 บาท ไว้ในใบขนสินค้าดังกล่าวแล้ว ตามใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ก็คิดค่าอากรอัตราร้อยละ 5 จากราคาของ 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ชำระแล้ว ครั้นต่อมาเดือนกันยายน 2545 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 5 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรเพิ่ม โดยคิดอัตราร้อยละ 40 ของราคาของ แต่กลับไปคิดจากจำนวนราคาของขณะนำเข้าคือราคา 40,446.57 บาท แทนที่จะใช้ราคา 159,228.63 บาท จำเลยที่ 1 ก็ยินยอมชำระให้ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเหตุที่จำนวนเงินค่าอากรขาเข้าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่มขาดจำนวนไปตามที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีนี้นั้น เกิดจากกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คิดค่าอากรจากราคาสินค้าอันเป็นฐานในการคำนวณอากรขาเข้าผิดพลาด ทั้งที่ตัวเลขราคาที่โจทก์ยืนยันว่าถูกต้องจำนวน 159,228.63 บาท โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับไว้แต่แรกก็ปรากฏอยู่ในใบขนสินค้าดังกล่าวแล้ว เหตุที่โจทก์คิดค่าอากรขาดไปเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เหตุจากการที่จำเลยที่ 1 สำแดงราคาของผิดพลาดแต่เกิดจากการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ใช้จำนวนราคาสินค้าผิดจากจำนวนที่ปรากฏอยู่แล้วเอง ซึ่งราคาสินค้าดังกล่าวเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในการคิดคำนวณจำนวนเงินอากรขาเข้าจนทำให้คำนวณได้ผิดพลาดไป จึงเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์คำนวณจำนวนอากรผิดนั่นเอง ทั้งตามฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระอากรขาเข้าขาดเกิดจากการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้าตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และเมื่อจำเลยที่ 1 นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2543 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ซึ่งเกินกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่ชำระหนี้ค่าอากรตามฟ้องได้ และย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในประการอื่นจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ167/2549
primary_red_case_no
พ20/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000389.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.147/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2555